การฟื้นตัวของเสือโคร่งไทย สะท้อนผลของการลงทุนอนุรักษ์ระยะยาว พร้อมโจทย์ขยายแนวเชื่อมต่อป่า และการมีส่วนร่วมของชุมชน กรณีศึกษาแม่แก้ว ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และนัยต่อการกำหนดนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ล่าสุด WWF ยังเปิดตัวรายงาน Living Planet Report 2026 ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมผลักดัน OECM ยกระดับป่าชุมชนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เชื่อมผืนป่า ลดความขัดแย้งกับชุมชน และเพิ่มโอกาสสู่เป้าหมาย 30×30
รัฐพล พิทักษ์เทพสมบัติ รองผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่คือการทำให้พื้นที่ธรรมชาติที่เชื่อมต่อกับชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมสามารถรักษาระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว แนวทางพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECM (Other Effective Area-based Conservation Measures) จึงเป็นอีกกลไกที่ WWF ประเทศไทยสนับสนุน เพื่อเชื่อมการอนุรักษ์เข้ากับการจัดการพื้นที่และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

หัวใจของแนวทางนี้ คือการพัฒนาระบบบริหารจัดการพื้นที่ที่ชุมชนมีส่วนร่วม มีแผนอนุรักษ์ชัดเจน และสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสต่อยอด ไปสู่การสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และกองทุนด้านสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อน OECM เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย 30×30 ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ สะท้อนว่ากลไกนี้กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการออกแบบนโยบายอนุรักษ์เชิงพื้นที่ของไทย
OECM เชื่อมป่าชุมชนกับเป้าหมาย 30×30
รัฐพล ขยายความเพิ่มเติมว่า เป้าหมาย 30×30 ภายใต้กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก คือความพยายามอนุรักษ์พื้นที่บนบกและในทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 การที่จะบรรลุเป้าหมาย ต้องอาศัยพื้นที่อื่นที่มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาวด้วย
OECM เปิดโอกาสให้พื้นที่นอกเขตคุ้มครองตามกฎหมาย เช่น ป่าชุมชนหรือพื้นที่ที่มีการจัดการเพื่ออนุรักษ์อย่างเหมาะสม สามารถเข้ามามีบทบาทในระบบอนุรักษ์ระดับประเทศได้ ทั้งนี้ ต้องผ่านเกณฑ์และกระบวนการประเมินที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ทุกพื้นที่สีเขียวหรือป่าชุมชนจะได้รับสถานะ OECM โดยอัตโนมัติ
รัฐพล ระบุว่า องค์กรสนับสนุนพื้นที่นำร่องแล้ว 10 แห่งในบริเวณผืนป่าตะวันตกตอนบน จังหวัดตาก โดยมีเป้าหมายยกระดับการจัดการป่าชุมชนบริเวณรอยต่อระหว่างผืนป่าธรรมชาติกับพื้นที่เกษตรกรรม และช่วยสร้างแนวทางการอนุรักษ์ที่ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมได้จริง

เสือโคร่ง “แม่แก้ว” สะท้อนความสำคัญของแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศ หรือ Ecological Corridor คือกรณีเสือโคร่งชื่อ “แกมม่า” ซึ่งเกิดในพื้นที่คลองลานเมื่อปี 2023 ก่อนปรากฏตัวอีกครั้งในบริเวณน้ำตกภาชีเจริญ โดยเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 120 กิโลเมตร
กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะภายในอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแต่ละแห่งได้ หากพื้นที่ระหว่างผืนป่าถูกตัดขาดจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเกษตร หรือการรบกวนจากกิจกรรมมนุษย์ สัตว์ป่าก็อาจเผชิญข้อจำกัดในการเคลื่อนย้าย ขยายประชากร และรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม
WWF ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและชุมชน เพื่อฟื้นฟูพื้นที่รอยต่อ เพิ่มแหล่งน้ำและอาหารของสัตว์ป่า ลดไฟป่า และพัฒนาระบบเฝ้าระวัง เพื่อให้พื้นที่ป่าชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนสามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อผืนป่าธรรมชาติได้
ในมิติการจัดการทรัพยากร การลงทุนในแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศจึงไม่ใช่เพียงการดูแลสัตว์ป่ารายชนิด แต่เป็นการรักษาความต่อเนื่องของระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดในระยะยาว

“แม่แก้ว” กับลูกเสือรุ่นใหม่ สัญญาณการฟื้นตัวของผืนป่า
อีกหนึ่งตัวอย่างคือเรื่องราวของ “แม่แก้ว” และลูกเสือรุ่นใหม่ “แม่แก้ว” ออกจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในปี 2564 ก่อนเข้าไปตั้งอาณาเขตในพื้นที่ป่าตะวันตกตอนบน และให้กำเนิดลูกเสือรวม 3 ครอก จำนวน 9 ตัว ต่อมา ลูกเสือเพศเมียตัวหนึ่งที่เกิดในปี 2565 ได้ตั้งอาณาเขตของตัวเองในอุทยานแห่งชาติเดียวกันเมื่อปลายปี 2566 และให้กำเนิดลูกเสืออีก 2 ตัว
การที่เสือโคร่งเพศเมียสามารถให้กำเนิดและเลี้ยงลูกได้ เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของความเหมาะสมของถิ่นอาศัย เพราะเสือต้องมีอาหารเพียงพอ มีพื้นที่ปลอดภัย และเผชิญการรบกวนไม่มากเกินไป จึงจะสามารถเลี้ยงดูลูกจนเติบโตได้
อีกแนวทางหนึ่งคือการเปลี่ยนระบบเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดและมันสำปะหลังบนพื้นที่สูง ไปสู่ระบบวนเกษตร (Agroforestry) ที่ผสมผสานการผลิตทางการเกษตรเข้ากับการดูแลต้นไม้ ดิน และน้ำ โดยไม่บังคับให้เกษตรกรยกเลิกอาชีพเดิมทันที ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้และภาระหนี้สินของครัวเรือน
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยองค์ประกอบมากกว่าการส่งเสริมวิธีปลูกพืช ได้แก่ การจัดการน้ำ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยี และช่องทางตลาด ตลอดจนการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ทำให้ชุมชนมีรายได้จากระบบการผลิตที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์
บทเรียนสำคัญคือ หากการอนุรักษ์สร้างต้นทุนให้ชุมชนโดยไม่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย แต่หากมีการออกแบบมาตรการสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การอนุรักษ์ก็มีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
การอนุรักษ์ระยะยาวต้องอาศัยทั้งเจ้าหน้าที่และข้อมูลภาคสนาม
การฟื้นตัวของเสือโคร่งไทย เป็นผลจากความพยายามอนุรักษ์ที่ดำเนินต่อเนื่อง โดยมีทั้งการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า การป้องกันการลักลอบล่าสัตว์และกิจกรรมผิดกฎหมาย ตลอดจนการใช้ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ SMART Patrol เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามภัยคุกคามและรวบรวมข้อมูลภาคสนามได้อย่างเป็นระบบ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการดูแลถิ่นอาศัยของเสือโคร่งในผืนป่าสำคัญ นอกจากนี้ WWF ประเทศไทยและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังพยายามสื่อสารเรื่องการอนุรักษ์ให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น วงดนตรี “Big Cat Band” ซึ่งใช้เสียงเพลงเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับการปกป้องสัตว์ป่า

การสร้างความร่วมมือกับชุมชนและเยาวชน เป็นอีกส่วนหนึ่งของงานอนุรักษ์ ยกตัวอย่าง “บ้านเสือ” ในอุทยานแห่งชาติคลองลาน และห้องเรียนวิทยาศาสตร์เสือโคร่งในโรงเรียนอนุบาลคลองลาน ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับเสือ สัตว์ป่า และระบบนิเวศป่าไม้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้
จะเห็นได้ว่า การอนุรักษ์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการทำงานในพื้นที่ป่า แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่อนุรักษ์ด้วย
ฟื้นฟูสัตว์ที่เป็นเหยื่อ เพื่อเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
นอกจากการป้องกันภัยคุกคามต่อเสือโคร่งแล้ว การฟื้นฟูประชากรสัตว์ที่เป็นเหยื่อยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการอนุรักษ์
ตั้งแต่ปี 2564 WWF ประเทศไทยสนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการปล่อยกวางป่ากลับคืนสู่ถิ่นอาศัยของเสือโคร่งมากกว่า 180 ตัว ขณะที่การฟื้นฟูประชากรวัวแดงเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่ดำเนินควบคู่กัน
ในช่วงต้นปี 2569 วัวแดงโตเต็มวัย 3 ตัวได้รับการเคลื่อนย้ายเข้าสู่คอกปรับสภาพในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีการติดตามสัตว์ผ่านปลอกคอสัญญาณ GPS และกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า เพื่อศึกษาการอยู่รอดและการเคลื่อนที่
การฟื้นฟูสัตว์ที่เป็นเหยื่อจึงมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มจำนวนสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะยังเกี่ยวข้องกับความสมดุลของระบบนิเวศและความสามารถของผืนป่าในการรองรับสัตว์ป่าในระยะยาว

การทำงานร่วมกับชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผืนป่า
รัฐพล กล่าวว่า ความร่วมมือกับชุมชนที่อยู่ในภูมิทัศน์เดียวกับเสือโคร่ง โดยส่งเสริมความรู้ด้านการอนุรักษ์ และสนับสนุนแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินที่คำนึงถึงธรรมชาติ เช่น การปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปสู่ระบบวนเกษตร การจัดการน้ำ และการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าของผลผลิตในชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึง OECM หรือมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่อื่นที่มีประสิทธิผล ซึ่งเป็นแนวทางที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้ แม้จะไม่ใช่พื้นที่คุ้มครองตามรูปแบบดั้งเดิม พื้นที่ OECM ควรมีแผนการจัดการที่ชัดเจน ครอบคลุมการป้องกันไฟป่า การฟื้นฟูป่า การดูแลสัตว์ป่า และการดำเนินงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดแนวทางจัดการพื้นที่
ประเด็นสำคัญคือ การอนุรักษ์ต้องคำนึงถึงทั้งระบบนิเวศและผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลธรรมชาติในระยะยาว ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริมจากการทำงานในพื้นที่ป่า
ในมุม ESG และการจัดการความเสี่ยงด้านธรรมชาติ ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร และระบบนิเวศที่มีบทบาทต่อความมั่นคงของวัตถุดิบในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในพื้นที่ OECM จะมีคุณค่าต่อความยั่งยืนเพียงใด ต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงและความโปร่งใสของการดำเนินงาน

รักษาความต่อเนื่องของการอนุรักษ์
เรื่องราวการฟื้นตัวของเสือโคร่งไทยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานระยะยาว ทั้งการป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ การติดตามข้อมูลภาคสนาม การฟื้นฟูสัตว์ที่เป็นเหยื่อ การดูแลถิ่นอาศัย และการสร้างความร่วมมือกับชุมชน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนเสือโคร่งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้ทั้งหมด การอนุรักษ์ยังต้องให้ความสำคัญกับความพร้อมของถิ่นอาศัย แหล่งอาหาร และการจัดการพื้นที่ที่ช่วยให้สัตว์ป่าสามารถดำรงชีวิตและสืบพันธุ์ได้อย่างต่อเนื่อง
รัฐพล WWF ประเทศไทย ระบุถึงแผนผลักดันการขยายแนวทาง OECM ไปยังพื้นที่อื่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบจัดการป่าชุมชนและการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ
แต่ความสำเร็จของ OECM ไม่ควรวัดเพียงจำนวนพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับ หรือความสามารถในการเพิ่มตัวเลขพื้นที่อนุรักษ์ให้เข้าใกล้เป้าหมาย 30×30 เท่านั้น สิ่งสำคัญคือพื้นที่เหล่านั้นสามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมหรือไม่ และมีงบประมาณกับกลไกติดตามผลที่เพียงพอหรือไม่
ท้ายที่สุด OECM จะเป็นเครื่องมือสำคัญของการอนุรักษ์ไทยได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมสามองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ชุมชนที่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจ และกลไกสนับสนุนที่ทำให้การอนุรักษ์ดำเนินต่อไปได้จริง
หากทำได้ พื้นที่ป่าชุมชนและพื้นที่รอยต่อที่เคยถูกมองว่าอยู่นอกระบบอนุรักษ์ อาจกลายเป็นส่วนสำคัญของโครงข่ายธรรมชาติที่ช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่เป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพปี 2030 ได้อย่างมีความหมายมากกว่าตัวเลขบนรายงาน




