Scope 3 กุญแจใหม่ธุรกิจยั่งยืน แนะผู้ประกอบการ เปิดคู่มือรับมือคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน รับโจทย์สำคัญธุรกิจยุค ESG เปิดแนวทางบริหารคาร์บอนตลอด Value Chain เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและแข่งขันระยะยาว
ธุรกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่จากนักลงทุน สถาบันการเงิน และคู่ค้าระดับโลก ให้เร่งบริหารการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะ “Scope 3” ซึ่งครอบคลุมการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่วัตถุดิบ การขนส่ง ไปจนถึงการใช้งานสินค้าและบริการของลูกค้า กลายเป็น “กุญแจสำคัญ” ของการทำธุรกิจยุคใหม่ที่เชื่อมโยงทั้ง ESG การเข้าถึงเงินทุน และความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
คู่มือ “Scope 3 Unlocked: A Simple Guide to Scope 3 Emissions” จากสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ว่า การบริหาร Scope 3 ไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญด้านการบริหารความเสี่ยง การตัดสินใจลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
Scope 3 คืออะไร และทำไมธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
มาตรฐาน GHG Protocol แบ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 3 ขอบเขตหลัก ได้แก่ Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 เพื่อให้องค์กรสามารถวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเปรียบเทียบได้ในระดับสากล
Scope 1 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกิจกรรมที่องค์กรควบคุม เช่น การใช้เชื้อเพลิงในโรงงานหรือยานพาหนะ
Scope 2 คือ การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานที่องค์กรซื้อมาใช้ เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ หรือความเย็น
Scope 3 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ รวม 15 หมวดหมู่

รายงานระบุว่า ในหลายองค์กร การปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่กลับไม่ได้อยู่ใน Scope 1 และ Scope 2 แต่กระจายอยู่ในกิจกรรมตลอด Value Chain เช่น การจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งานสินค้า หรือแม้แต่การลงทุน
นั่นทำให้ Scope 3 กลายเป็น “โจทย์ใหม่” ที่ผู้บริหารองค์กรต้องให้ความสำคัญ เพราะสะท้อนผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศของธุรกิจได้ครบวงจรมากที่สุด
ESG-Climate Risk กดดันธุรกิจสู่ยุค “Carbon Transparency”
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า การบริหารก๊าซเรือนกระจกเชื่อมโยงโดยตรงกับหลายมิติทางธุรกิจ ได้แก่
- การตัดสินใจลงทุน (Investment Decisions)
- การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
- การเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Sustainable Finance)
- การเปิดเผยข้อมูล ESG ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า “ข้อมูลคาร์บอน” กำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ไม่ต่างจากข้อมูลทางการเงิน โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานขององค์กรข้ามชาติ ซึ่งเริ่มถูกกำหนดให้รายงาน Scope 3 มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Category 1 จุดปล่อยคาร์บอนใหญ่ที่สุดของหลายองค์กร
หนึ่งในหมวดสำคัญที่สุดของ Scope 3 คือ Category 1 หรือ “Purchased Goods and Services” ซึ่งครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสินค้าและบริการทั้งหมดที่องค์กรจัดซื้อมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ หมวดนี้รวมตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน บริการ IT งานที่ปรึกษา โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการ Cloud และ Data Center
รายงานระบุว่า Category 1 มักมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดใน Scope 3 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดขององค์กร
นี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มปรับเกณฑ์คัดเลือก Supplier ใหม่ โดยนำปัจจัยด้าน Carbon Footprint of Product (CFP) เข้ามาพิจารณาควบคู่ต้นทุนและคุณภาพสินค้า เพื่อขยายผลการลดคาร์บอนไปทั้ง Supply Chain
ข้อมูลคุณภาพสูง คือ “หัวใจ” ของการคำนวณ Scope 3
รายงานชี้ว่า การประเมิน Scope 3 จำเป็นต้องอาศัยทั้ง
- ข้อมูลกิจกรรม (Activity Data)
- ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factors: EF)
องค์กรสามารถเลือกใช้ข้อมูลได้ 3 รูปแบบ ได้แก่
- ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data)
- ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)
- ข้อมูลตัวแทน (Proxy Data)
แม้ช่วงเริ่มต้นหลายองค์กรอาจต้องใช้ข้อมูลประมาณการ แต่เป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับคุณภาพข้อมูลให้แม่นยำมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเข้าถึงข้อมูลจาก Supplier จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะช่วยให้องค์กรมองเห็นแหล่งปล่อยคาร์บอนที่แท้จริงในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถร่วมกันวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Scope 3 ไม่ใช่ภาระ แต่คือ “โอกาสการแข่งขัน” ใหม่
ผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG มองว่า องค์กรที่สามารถบริหาร Scope 3 ได้ก่อน จะได้เปรียบในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงตลาดโลก การดึงดูดนักลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า
ขณะเดียวกัน การลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน พลังงานหมุนเวียน และการทำงานร่วมกับ Supplier ยังช่วยลดต้นทุนระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้พร้อมกัน
ท่ามกลางกระแส Net Zero และกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มข้นขึ้น Scope 3 จึงไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลขคาร์บอน” แต่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในยุคเศรษฐกิจสีเขียว

