จากป่าเสื่อมโทรมและปัญหาความแห้งแล้ง สู่การฟื้น “เขายายดา” ป่าต้นน้ำกว่า 28,000 ไร่ของระยอง ผ่านความร่วมมือระหว่าง SCGC ภาครัฐ และชุมชน ต่อเนื่องเกือบ 20 ปี สร้างฝายชะลอน้ำแล้วกว่า 7,800 ฝาย เพื่อดึงน้ำกลับเข้าสู่ระบบนิเวศ เสริมความมั่นคงด้านน้ำ และสร้าง “ทุนทางธรรมชาติ” ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับสวนผลไม้และรายได้ของครัวเรือนในพื้นที่
“สำหรับเกษตรกรชาวสวน น้ำคือปัจจัยหลัก ถ้าขาดน้ำก็จะไม่มีผลผลิต”
ประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความสำคัญของ “น้ำ” ต่อเศรษฐกิจชุมชนรอบ เขายายดา จังหวัดระยอง ได้อย่างชัดเจน เพราะพื้นที่โดยรอบมีชุมชนเกษตรกรรมจำนวนมาก และหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญคือ ทุเรียน ซึ่งมีเขายายดาเป็นหนึ่งในพื้นที่ผลิตสำคัญ
เขายายดาเป็นเทือกเขาทอดยาว ครอบคลุมพื้นที่ 6 ตำบล และได้รับการเรียกขานว่าเป็นทั้ง “ปอด” และ “แหล่งน้ำ” สำคัญของชาวระยอง ด้วยพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ ทำหน้าที่เสมือน “โอ่งน้ำขนาดใหญ่” ที่ช่วยกักเก็บน้ำ ขณะเดียวกันก็เป็นปอดขนาดใหญ่ที่ช่วยฟอกอากาศให้กับเมืองระยอง
แต่ย้อนกลับไปในอดีต พื้นที่แห่งนี้เคยเผชิญทั้งปัญหาป่าเสื่อมโทรม การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำไร่มันสำปะหลัง และความแห้งแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพาน้ำเป็นหัวใจสำคัญในการผลิต

จากมาบตาพุดถึงเขายายดา จุดเริ่มต้นความร่วมมือเกือบ 20 ปี
แม้ฐานการดำเนินงานของ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ในจังหวัดระยองจะอยู่บริเวณมาบตาพุด แต่บริษัทได้ขยายการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมออกมายังพื้นที่ตำบลตะพง ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 30 กิโลเมตร
SCGC ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กรมป่าไม้ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ตลอดจนชุมชนโดยรอบ เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา และเสริมความแข็งแกร่งของอ่างเก็บน้ำห้วยหินดาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550
เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงการ “ปลูกป่า” แต่คือการทำให้ระบบนิเวศสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ และสร้างทรัพยากรน้ำที่ชุมชนสามารถนำไปใช้ต่อยอดการเกษตรและสร้างรายได้อย่างมั่นคง
5 ปีแรกสร้าง 5,000 ฝาย ก่อนขยายสู่กว่า 7,800 ฝาย
หนึ่งในหัวใจของโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา คือ “ฝายชะลอน้ำ”
SCGC ชุมชน และสถานีวิจัยป่าต้นน้ำ นำแนวคิดฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศของเขายายดา โดยนำแนวคิดของฝายแม้วในภาคเหนือมาปรับใช้กับร่องน้ำบนภูเขา ซึ่งเป็นต้นทางก่อนที่น้ำจะไหลกลับลงสู่ชุมชน

การดำเนินงานอาศัยฐานข้อมูลที่จัดทำโดย ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านป่าต้นน้ำ โดยในช่วง 5 ปีแรก ระหว่างปี 2550-2555 สามารถสร้างฝายได้ประมาณ 5,000 ฝาย รอบเขายายดา
หลังจากประเมินผลเริ่มพบสัญญาณการฟื้นตัวของป่า รวมถึงแหล่งน้ำบางแห่งที่เคยแห้งขอดเริ่มกลับมามีน้ำ สะท้อนให้เห็นว่า “ต้นทุนน้ำ” ของชุมชนกำลังฟื้นคืนมา จึงเดินหน้าขยายจำนวนฝายอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีการสร้างฝายแล้วมากกว่า 7,800 ฝาย
หัวใจของการดำเนินงานไม่ได้อยู่ที่จำนวนฝายเพียงอย่างเดียว แต่คือการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งการสร้าง ประกอบ สำรวจ และซ่อมบำรุง เพื่อกระจายฝายให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรและชุมชนที่มีความต้องการใช้น้ำมากที่สุด
ฝายที่ไม่เปลี่ยนระบบนิเวศ ใช้วัสดุจากธรรมชาติ
แนวคิดสำคัญของการสร้างฝายในพื้นที่เขายายดาคือ “ไม่ปรับเปลี่ยนระบบนิเวศ” แทนที่จะนำวัสดุก่อสร้างจากภายนอกเข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร โครงการเลือกใช้หินและวัสดุที่มีอยู่ในลำธารมาประกอบเป็นตัวฝาย เพื่อทำหน้าที่ลดความเร็วของน้ำ เมื่อฝนตก ป่าต้นน้ำจะช่วยดูดซับน้ำ ขณะที่ฝายช่วยลดความเร็วของน้ำ ทำให้ดินและต้นไม้บริเวณลำธารมีโอกาสซึมซับและกักเก็บน้ำไว้มากขึ้น เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง น้ำที่สะสมอยู่จึงสามารถค่อย ๆ คืนกลับสู่ระบบต้นน้ำ หรือซึมลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยหินดาด
หากฝายได้รับความเสียหาย ชาวบ้านสามารถสำรวจและซ่อมแซมฝายที่อยู่ใกล้ชุมชนของตนเองได้ และหากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม SCGC จะเข้ามาสนับสนุน

แนวทางดังกล่าวจึงทำให้การดูแลทรัพยากรน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนให้สามารถดูแลระบบได้ด้วยตัวเองในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แอ่งน้ำที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าฝายยังกลายเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่า และช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกทางหนึ่ง
“ไม่มีน้ำ ทุกอย่างก็จบ” เสียงจากชุมชนเขายายดา
ตัวแทนชุมชนในพื้นที่สะท้อนว่า ชุมชนเริ่มทำงานร่วมกับ SCGC ตั้งแต่ปี 2550 ในช่วงที่พื้นที่ยังเผชิญปัญหาการบุกรุกป่า การทำไร่มันสำปะหลัง และความแห้งแล้ง
หลังจากเกิดความร่วมมือฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ความชุ่มชื้นของพื้นที่เริ่มเห็นได้ชัด และเกิดการดูแลระบบนิเวศป่ามากขึ้น
สำหรับพื้นที่หมู่ 11 ประมาณ 60% ของพื้นที่หมู่บ้านเป็นพื้นที่สวน ทำให้น้ำกลายเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตและรายได้ของครัวเรือน
“การทำสวนหลักสำคัญคือ ต้องมีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำ ทุกอย่างก็จบ”

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง “ฝายชะลอน้ำ” สูงไม่เกิน 60 เซนติเมตร
ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านป่าต้นน้ำ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ อธิบายหลักการสร้างฝายชะลอน้ำที่ไม่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศว่า จากผลการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากใช้หินสร้างฝายชะลอน้ำ ตัวฝายควรมีความสูง ไม่เกิน 60 เซนติเมตร และต้องสร้างในพื้นที่ที่สามารถระบายน้ำได้
เป้าหมายของฝายประเภทนี้คือ “ชะลอน้ำ ไม่ใช่กักน้ำ” เพื่อให้น้ำหลากส่วนเกินสามารถไหลผ่านออกไป ขณะที่น้ำในภาวะปกติถูกชะลอไว้ในพื้นที่
ด้านโครงสร้าง สันฝายควรมีความหนาอย่างน้อย 1 เมตร และฐานฝายควรมีความหนาประมาณ 3 เท่าของความสูง ทำให้เกิดโครงสร้างคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู ช่วยชะลอและเบี่ยงเบนแรงกระแทกของน้ำ รวมถึงลดปัญหาน้ำวนที่อาจกัดเซาะฐานฝาย
อีกองค์ประกอบสำคัญคือ ร่องระบายน้ำ ซึ่งต้องมีการคำนวณเพื่อให้น้ำส่วนเกินสามารถไหลผ่านออกไปได้
ขณะเดียวกัน สันของฝายตัวล่างต้องอยู่ในระดับเดียวกับสันของฝายตัวบน ทำให้น้ำไหลในลักษณะคล้ายขั้นบันได ซึ่งสามารถช่วยชะลอน้ำได้ประมาณ 40-90%

Climate Change ทำการบริหารน้ำยากขึ้น
การกำหนดจำนวนและตำแหน่งฝายในแต่ละพื้นที่ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด แต่พิจารณาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการดูดซับและระบายน้ำของดิน ความหนักเบาของฝน และขนาดพื้นที่รับน้ำ พร้อมใช้ภาพถ่ายทางอากาศประกอบการเลือกพื้นที่
ข้อมูลจากการวิจัยที่ระบุในโครงการพบว่า หากเป็นป่าธรรมชาติ ความสามารถในการดูดซับน้ำอยู่ที่ 100% แต่เมื่อเปลี่ยนพื้นที่เป็นสวนยางพารา ความสามารถดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 60% หรือสูญเสียความสามารถในการดูดซับน้ำไปประมาณ 40%
อีกหนึ่งความท้าทายที่เพิ่มขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้พฤติกรรมของฝนคาดการณ์ได้ยากขึ้น ทั้งภาวะฝนทิ้งช่วง และเมื่อฝนตกก็อาจตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ
นี่ทำให้การจัดการ “ต้นทุนน้ำ” และความสามารถของพื้นที่ในการรองรับน้ำกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นสำหรับทั้งระบบนิเวศและภาคเกษตร

ป่าธรรมชาติ 1 ไร่ เก็บน้ำได้ 687 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
อีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อน “มูลค่าของป่า” ได้อย่างเป็นรูปธรรม คือความสามารถของดินในการเก็บน้ำ
แนวทางที่นำมาใช้ในเขายายดาอาศัยหลักวิวัฒนาการของระบบนิเวศป่าต้นน้ำ ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ตั้งแต่การสะสมน้ำในชั้นดิน ต้นไม้นำน้ำจากดินขึ้นไปใช้ และเมื่อต้นไม้ฟื้นตัวก็ช่วยสร้างชั้นดินให้หนาขึ้น
ซากพืชและอินทรียวัตถุที่สะสมอยู่ในชั้นดินทำให้ดินสามารถเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น เปรียบเสมือนการเพิ่มขนาดของ “โอ่งน้ำธรรมชาติ”
ข้อมูลในโครงการระบุว่า ดินมีช่องว่างสำหรับบรรจุน้ำประมาณ 49% และพื้นที่ป่าธรรมชาติขนาด 1 ไร่ สามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 687 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อปี
หลักคิดสำคัญจึงเริ่มจากคำว่า “สะสมน้ำ”
เมื่อฝายช่วยชะลอน้ำ น้ำมีเวลาซึมเข้าสู่ดินมากขึ้น ต้นไม้สามารถนำน้ำไปใช้และเติบโต เมื่อต้นไม้ฟื้นตัวก็ช่วยสร้างดิน และเมื่อชั้นดินหนาขึ้น ความสามารถในการกักเก็บน้ำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เกิดเป็นวงจร “น้ำฟื้นป่า–ป่าสร้างดิน–ดินเก็บน้ำ”
จาก “สร้างฝาย” สู่ “ชุมชนดูแลเอง” โมเดลความยั่งยืนระยะยาว

หลังจากดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง แนวทางในระยะหลังจึงไม่ได้มุ่งสร้างฝายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ให้น้ำหนักกับ การซ่อมบำรุงและการรักษาระบบที่มีอยู่
รูปแบบฝายไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคนิคทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน แต่ใช้วัสดุในพื้นที่ เช่น หิน มาสร้างฐานและเสริมความแข็งแรง ขณะที่ชุมชนสามารถเข้ามาดูแลและซ่อมแซมด้วยตัวเอง และขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก SCGC เมื่อจำเป็น
เกือบ 20 ปีของการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา จึงสะท้อนภาพของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เชื่อมโยง ป่า น้ำ ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่น เข้าด้วยกัน
เพราะสำหรับพื้นที่เกษตรกรรม น้ำไม่ได้มีความหมายเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือ “ทุน” ที่กำหนดความสามารถในการผลิต รายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือน
และเมื่อ “ต้นทุนน้ำ” กลับคืนมา สิ่งที่ฟื้นกลับมาพร้อมกันจึงไม่ใช่เพียงผืนป่า แต่รวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อยู่รอบป่าแห่งนั้นด้วย

