SCGC ผนึก สสน. และชุมชนระยอง ขับเคลื่อนโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” สร้างภูมิคุ้มกันน้ำ ฟื้นป่าเขายายดา 28,000 ไร่ ฟื้นน้ำกว่า 14 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี หนุนผลผลิตเกษตรกว่า 79 ล้านกิโลกรัม
ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ “น้ำมากเกินไป” และ “น้ำน้อยเกินไป” กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ใกล้ตัวมากขึ้น การบริหารจัดการน้ำจึงอาจไม่สามารถรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ปัญหาอีกต่อไป
เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC จึงร่วมกับชุมชนตำบลแกลง จังหวัดระยอง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. หน่วยงานราชการระดับท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนแนวคิด “ภูมิคุ้มกันน้ำ” หรือ Water Resilience เปลี่ยนวิธีคิดจากการ “รับมือเมื่อเกิดภัย” ไปสู่การทำให้ชุมชนรู้ต้นทุนน้ำ คาดการณ์ความเสี่ยง วางแผน และบริหารทรัพยากรน้ำด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญอยู่ที่องค์ความรู้ “2 สร้าง 2 เก็บ : เก็บน้ำดี มีน้ำใช้” ซึ่งประกอบด้วย สร้างคน–สร้างกติกา–เก็บน้ำ–เก็บข้อมูล และกำลังถูกขยายจากป่าต้นน้ำเขายายดาและบ้านมาบจันทร์ ไปสู่พื้นที่เกษตรบ้านหัวทุ่งและชุมชนใกล้เคียง

จากภูเขาแห้งแล้ง สู่ “ต้นทุนน้ำ” ของเศรษฐกิจชุมชน
หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2550 พื้นที่เขายายดาเคยเผชิญวิกฤตภัยแล้งอย่างหนัก กระทบทั้งการดำรงชีวิตและอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นรายได้สำคัญของคนในพื้นที่
เรื่องราวของบ้านมาบจันทร์สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน พื้นที่บริเวณภูเขาและที่ราบเคยเป็นป่าสัมปทาน เมื่อไม้ขนาดใหญ่ถูกตัดออก ชาวบ้านบางส่วนเข้ามาใช้พื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ก่อนพื้นที่จะถูกทิ้งหลังความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง กลายเป็นป่าแห้งแล้งและเกิดไฟป่าในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม
ชาวบ้านต้องขึ้นไปช่วยกันดับไฟในเวลากลางคืน และด้วยภูมิประเทศที่สูงชันจนรถดับเพลิงไม่สามารถเข้าถึง หลายครั้งต้องอาศัยถังพ่นน้ำสะพายหลังหรือแม้แต่ต้นกล้วยนำมาตบไฟ
ปัญหาที่หนักไม่แพ้กันคือ “น้ำ”
ในฤดูแล้ง ชุมชนเคยต้องซื้อน้ำมาใช้และสูบน้ำไปประคองสวนทุเรียน ขณะที่รถน้ำจากภาครัฐไม่สามารถรองรับความต้องการของหลายหมู่บ้านได้เพียงพอ ความขาดแคลนน้ำจึงไม่ได้หมายถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับ ผลผลิต รายได้ การจ้างงาน และความสามารถของครอบครัวในการส่งลูกหลานเรียนหนังสือ
ชุมชนจึงเริ่มฟื้นฟูพื้นที่ด้วยการปลูกป่า ก่อนที่ความร่วมมือกับ SCGC จะพัฒนาสู่การทำฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ โดยปรับรูปแบบฝายให้สอดคล้องกับภูมิประเทศและระบบนิเวศของเขายายดา

กว่า 7,600 ฝาย ฟื้นป่าต้นน้ำ 28,000 ไร่
ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน SCGC ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และจิตอาสา ได้ร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดาครอบคลุมพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ พร้อมซ่อมและสร้างฝายชะลอน้ำกว่า 7,600 ฝาย
ฝายเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเขื่อนกักน้ำขนาดใหญ่ แต่มีหน้าที่สำคัญคือ ลดความเร็วของน้ำ เพิ่มโอกาสให้น้ำซึมลงดิน และรักษาความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่า โดยใช้วัสดุธรรมชาติในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
ดร.พงษ์ศักดิ์ วิวัฒนพุทธิกุล อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านป่าต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบายว่า การสร้างฝายชะลอน้ำด้วยหินต้องอาศัยหลักวิชาการ ไม่ใช่เพียงนำวัสดุไปขวางทางน้ำ โดยฝายไม่ควรสูงเกิน 60 เซนติเมตร ต้องมีทางระบายน้ำ สันฝายควรหนาอย่างน้อย 1 เมตร และฐานควรมีขนาดประมาณ 3 เท่าของความสูง เพื่อช่วยลดแรงกระแทกและการกัดเซาะ
การวางฝายแบบขั้นบันไดยังสามารถช่วยลดความเร็วของน้ำได้ประมาณ 40–90% ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ ขณะที่จำนวนและระยะห่างของฝายต้องพิจารณาทั้งความลาดชัน พื้นที่รับน้ำ ความหนักเบาของฝน และความสามารถของพืชคลุมดินในการดูดซับน้ำ
ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่จำนวนฝาย
ข้อมูลการสำรวจระบุว่า ป่าต้นน้ำเขายายดามี ผลผลิตน้ำท่าในลำธารมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่การศึกษาระบบนิเวศพบ พรรณไม้ 120 ชนิด และสัตว์ป่า 123 ชนิด

นอกจากนี้ พื้นที่ยังสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 2.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนว่าการฟื้นฟูต้นน้ำสามารถสร้างผลลัพธ์ทั้งด้านความมั่นคงทางน้ำ การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน
“น้ำ” เชื่อมตรงเศรษฐกิจ ผลผลิตเกษตรทะลุ 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี
ผลลัพธ์ที่น่าสนใจในมิติเศรษฐกิจคือ เมื่อระบบน้ำมีเสถียรภาพมากขึ้น พื้นที่สวนผลไม้และภาคเกษตรรอบเขายายดาก็มีความมั่นคงตามไปด้วย
ข้อมูลผลสำรวจระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมี ผลผลิตทางการเกษตรรวมมากกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี และยังสามารถต่อยอดผลผลิตไปสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นี่จึงเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยน “ทรัพยากรธรรมชาติ” ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของชุมชน เพราะเมื่อมีน้ำ เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และสร้างความต่อเนื่องของรายได้
ถอดรหัส “2 สร้าง 2 เก็บ” น้ำอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “คน-กติกา-ข้อมูล”
น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญวิกฤตน้ำหลายรูปแบบทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม และที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุ จึงมักเข้าไปแก้ปัญหาเป็นครั้ง ๆ แนวคิดของ SCGC จึงมุ่งไปที่การสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำระดับชุมชน” เพื่อให้คนในพื้นที่พึ่งพาตัวเองและสามารถคาดการณ์ปัญหาก่อนเกิดวิกฤต
ปี 2550 SCGC เริ่มนำโครงการพระราชดำริเรื่องชะลอน้ำ มาใช้ที่พื้นที่ชุมชนเขายายดา แล้วก็มี ดร.พงษ์ศักดิ์ มาช่วยบูรณาการต่อยอดว่าการทำฝายที่ถูกต้องทำอย่างไร ให้เป็นฝายธรรมชาติที่ไม่ได้ทำลายธรรมชาติ

บทเรียนจากการทำงานร่วมกับชุมชนและเครือข่ายถูกถอดออกมาเป็นโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” ประกอบด้วย
สร้างคน — ให้คนในชุมชนมีความรู้ เข้าใจทรัพยากรน้ำ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
สร้างกติกา — สร้างข้อตกลงร่วมกันในการใช้น้ำ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกจัดสรรอย่างเหมาะสม
เก็บน้ำ — พัฒนาระบบกักเก็บ ชะลอ และกระจายน้ำให้มีประสิทธิภาพ
เก็บข้อมูล — รู้ทั้งต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนและตัดสินใจ
แนวคิดนี้ทำให้คำว่า “ความมั่นคงด้านน้ำ” ไม่ได้หมายถึงการสร้างแหล่งน้ำให้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถบริหารน้ำที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สสน. ดึง Big Data น้ำ เปลี่ยนจาก Reactive สู่ Proactive
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์น้ำที่ผันผวนมากขึ้น ทั้งน้ำมากเกินไปจนเกิดอุทกภัย และน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง
โจทย์สำคัญจึงเป็นการเปลี่ยนจาก Reactive — รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ ไปสู่ Proactive — รู้ความเสี่ยงและวางแผนล่วงหน้า
หัวใจประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และการสร้างคนที่สามารถเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง

สสน. ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ พร้อมเปิดข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม ThaiWater เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการน้ำ
สสน. เป็นหน่วยงานคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ มีข้อมูลหน่วยงานถึง 56 หน่วยงาน ภายใต้ 12 กระทรวง องค์กรอิสระ การประเมินสถานการณ์น้ำต้องประเมินตั้งแต่ฟ้าถึงทะเล ซึ่ง สสน. มีแบบจำลองตั้งแต่ฟ้าถึงทะเล 12 แบบจำลอง ในขณะเดียวกันมีนวัตกรรมที่ติดตั้งในพื้นที่ ทำให้ตอนนี้ สสน. ชี้เป้าปริมาณน้ำได้ระดับตำบล คาดการณ์ได้ถึง 6 เดือนล่วงหน้าความแม่นยำ 80-90%
ระบบนี้เกิดขึ้นโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทดลองใช้งานในหลังจากปี 2538 แก้น้ำท่วม 2539 ท่านเห็นน้ำแล้ง ท่านก็ว่าอยากมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทรงทดลองใช้งานตั้งแต่ปี 41-42 จนมาเกิดเป็น สสน. มาแก้ปัญหาน้ำท่วมปี 2554 แล้วยกระดับเป็นคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ
สำหรับในระดับชุมชน สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการมีข้อมูลระดับประเทศ คือการนำข้อมูลมาประกอบกับข้อมูลจริงในพื้นที่ ตั้งแต่ปริมาณฝน การระเหยของน้ำ ความชื้น อุณหภูมิ ต้นทุนน้ำ ความต้องการใช้น้ำ ตลอดจนการจัดทำ “ผังน้ำชุมชน” เพื่อให้รู้ว่าน้ำอยู่ที่ไหน ไหลไปทางใด และโครงสร้างใดควรได้รับการปรับปรุง

ในแพลตฟอร์ม ThaiWater จะสามารถเช็คสถานการณ์น้ำปัจจุบัน เราจะมีคาดการณ์ 7 วันข้างหน้า และบอกไปถึง 24 – 48 ชม.ถ้าเข้าไปในแผนที่จะเห็นภาพทั้งหมดเลย ทั้งค่า PM ในแต่ละพื้นที่ ลม พายุ อะไรต่าง ๆ เป้าหมายต่อไป คือการที่นำไปสู่คลังน้ำจังหวัดที่ระยองด้วย ก็จะทำร่วมกับทั้งภาคอุตสาหกรรมกับทางเกษตรกร ซึ่งน้ำเกษตรกับน้ำอุตสาหกรรมเนี่ย ต้องคุยด้วยกัน แล้วก็ทำด้วยกัน แนวโน้มก็จะไปได้ดีมาก
บ้านมาบจันทร์พิสูจน์โมเดล ฝ่าวิกฤตแล้งปี 2562
กำนันวันดี อินทรพรม ตัวแทนชุมชนบริหารจัดการน้ำบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง สะท้อนว่า ในอดีตคนในพื้นที่พึ่งพาน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ทุกปีต้องลุ้นว่าฝนจะตกมากน้อยเพียงใด และไม่รู้ว่าชุมชนมี “น้ำต้นทุน” จริง ๆ เท่าไร ทำให้วางแผนการใช้น้ำและการเกษตรได้ยาก
แต่หลังจากชุมชนร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝาย ทำผังน้ำ เก็บข้อมูล และสร้างกติกาการใช้น้ำร่วมกัน ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป
ชุมชนรู้ว่ามีน้ำต้นทุนเท่าไร ต้องการใช้เท่าไร และควรจัดสรรอย่างไร
บทพิสูจน์สำคัญเกิดขึ้นในปี 2562 เมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤตภัยแล้งรุนแรง แต่บ้านมาบจันทร์สามารถผ่านสถานการณ์มาได้ เพราะสิ่งที่ชุมชนสร้างไว้ไม่ใช่เพียง “น้ำสำรอง” แต่มีทั้ง ความรู้ ข้อมูล กติกา และความร่วมมือ
จากชุมชนที่เคยรอฝน วันนี้บ้านมาบจันทร์จึงสามารถวางแผนการใช้น้ำและเตรียมรับมือวิกฤตล่วงหน้า พร้อมพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเยาวชน ผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ และชุมชนอื่น

ขยายโมเดลสู่ “บ้านหัวทุ่ง” จากทำนาปี สู่บริหารน้ำเพื่อเกษตร 300 ไร่
ความสำเร็จของบ้านมาบจันทร์ถูกนำไปต่อยอดยังพื้นที่เกษตรบ้านหัวทุ่ง ตำบลแกลง โดย SCGC สสน. และชุมชนบ้านมาบจันทร์ร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง นำโมเดล “2 สร้าง 2 เก็บ” ไปปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่
บุญเลิศ อนันตภูมิ นายก องค์การบริหารส่วนตำบลแกลง ระบุว่า บ้านหัวทุ่งเดิมเป็นพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจึงทำนาปีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว
หลังนำแนวทาง “2 สร้าง 2 เก็บ” มาใช้ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและกระจายน้ำ ซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง จัดทำผังน้ำ และเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน ปัจจุบันมีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่นาปรังประมาณ 60 ไร่ สนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่ และมีผู้ได้รับประโยชน์จากน้ำมากกว่า 90 ครัวเรือน
ผลลัพธ์คือเกษตรกรสามารถวางแผนเพาะปลูกได้ดีขึ้น มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น เปลี่ยนจากการ “รอฝน” ไปสู่การ “วางแผนน้ำ”
ในระดับท้องถิ่นยังเตรียมต่อยอดไปสู่การจัดทำ ฐานข้อมูลน้ำ แผนน้ำตำบล 3 ปี และเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อสร้างกลไกบริหารจัดการน้ำที่ต่อเนื่องในระยะยาว

จาก “ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” สู่โมเดลรับมือ Climate Risk
ภาพที่เกิดขึ้นตั้งแต่ป่าต้นน้ำเขายายดา บ้านมาบจันทร์ ไปจนถึงพื้นที่เกษตรบ้านหัวทุ่ง จึงสะท้อนอีกมิติของการรับมือ Climate Change และ Climate Risk ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
แต่เริ่มได้จากการทำให้คนในพื้นที่ รู้จักน้ำของตัวเอง
รู้ว่ามีน้ำเท่าไร ใช้เท่าไร เก็บตรงไหน กระจายอย่างไร ใครควรใช้อย่างไร และต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนที่วิกฤตจะมาถึง
เพราะท้ายที่สุด “ภูมิคุ้มกันน้ำ” อาจไม่ได้วัดจากจำนวนฝายหรือปริมาณน้ำที่กักเก็บได้เพียงอย่างเดียว หากวัดจากความสามารถของชุมชนในการ รู้สถานการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และบริหารทรัพยากรด้วยตัวเอง

และเมื่อระบบนิเวศที่ฟื้นตัวสามารถสร้างน้ำมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รองรับผลผลิตเกษตรมากกว่า 79 ล้านกิโลกรัม พร้อมสร้างความมั่นคงให้ครัวเรือนและพื้นที่เกษตร นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “การจัดการน้ำ”
แต่คือการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ (Natural Infrastructure) ที่เชื่อมโยง “น้ำ–ป่า–เกษตร–เศรษฐกิจชุมชน” เข้าด้วยกัน และอาจเป็นหนึ่งในโมเดลที่พื้นที่อื่นสามารถนำบทเรียนไปปรับใช้ เพื่อรับมือกับโลกที่สภาพภูมิอากาศกำลังคาดเดาได้ยากขึ้น

