Purvi Shah ผู้อำนวยการบริหารคนใหม่ Responsible Jewellery Council วางยุทธศาสตร์ยกระดับ ESG ความโปร่งใส Traceability และมาตรฐานความยั่งยืน สู่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่ตรวจสอบได้
ความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ทางเลือก” ไปเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโลก เมื่อผู้บริโภค นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลต่างต้องการคำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า วัตถุดิบมาจากไหน ผลิตภายใต้เงื่อนไขใด และธุรกิจรับผิดชอบต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด
การเข้ารับตำแหน่ง Executive Director ของ Responsible Jewellery Council (RJC) โดย Purvi Shah ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 กำลังส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ขององค์กรที่ต้องการผลักดันมาตรฐาน ESG จาก “พันธะผูกพัน” ไปสู่การปฏิบัติที่สร้างผลลัพธ์จริงและสามารถตรวจวัดได้
ก่อนเข้ารับตำแหน่ง Shah ดำรงตำแหน่ง Head of Ethical and Sustainable Value Chains ของ De Beers Group และมีบทบาทด้านการยกระดับมาตรฐาน ESG และแนวปฏิบัติด้านธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมเพชรและเครื่องประดับ
ประสบการณ์ดังกล่าวหล่อหลอมแนวคิดสำคัญของเธอว่า “ความยั่งยืน” จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ก็ต่อเมื่อมาตรฐานมีความท้าทาย สามารถนำไปปฏิบัติได้ และมีกระบวนการรับรองที่น่าเชื่อถือรองรับ
ในการให้สัมภาษณ์กับ JNA ผู้บริหารหญิงคนใหม่ของ RJC เปิดเผยถึงทิศทางที่จะนำแนวคิดดังกล่าว ขยายจากระดับองค์กรไปสู่เวทีโลก ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้เล่นตลอดห่วงโซ่คุณค่าอัญมณีและเครื่องประดับ
จากผู้กำหนดมาตรฐาน สู่ “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ของอุตสาหกรรม
Shah มองว่า RJC มีสถานะเป็นจุดอ้างอิงระดับโลกด้านความยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกาและเครื่องประดับ โดยเป้าหมายต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงรักษาความน่าเชื่อถือของมาตรฐานและระบบการรับรองเท่านั้น แต่ต้องยกระดับบทบาทไปสู่การเป็น Strategic Partner ที่ช่วยสร้างคุณค่าในระยะยาวตลอดห่วงโซ่อุปทาน
โจทย์สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคธุรกิจเผชิญความคาดหวังสูงขึ้น ทั้งด้านความโปร่งใส ผลการดำเนินงาน ESG และการตรวจสอบตามกฎระเบียบ ทำให้ RJC ต้องช่วยแปลงคำว่า “ความรับผิดชอบ” ให้กลายเป็นแนวทางที่เข้าใจง่าย สอดคล้องกัน และสามารถนำไปใช้จริงได้สำหรับสมาชิก
อีกบทบาทหนึ่งที่ Shah ต้องการผลักดัน ด้วยการทำให้ RJC เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อม ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม ผู้กำหนดนโยบาย และโครงการด้านการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ เข้าหากัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ทำงานสอดประสานมากขึ้น

เป้าหมายจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การ “ปฏิบัติตามมาตรฐาน” หรือ Compliance แต่ต้องไปถึงผลกระทบที่มีความหมายและสามารถวัดผลได้ พร้อมเชื่อมแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรมเข้ากับความคาดหวังของสังคม กฎระเบียบ และความไว้วางใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ภารกิจแรก ดันสมาชิกจาก Commitment สู่ Action
Shah ต้องการทำให้มาตรฐานของ RJC พัฒนาไปพร้อมกับความคาดหวังด้าน ESG และกฎระเบียบระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แต่การมีมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
RJC จึงต้องเพิ่มเครื่องมือ คำแนะนำในการดำเนินงาน การฝึกอบรม และการเสริมศักยภาพ เพื่อช่วยให้สมาชิกเปลี่ยนจากการประกาศพันธะด้านความยั่งยืนไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง และสามารถผนวกแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบเข้าไปในงานประจำวันได้
พร้อมกันนั้น Shah ยังต้องการขยายขอบเขตสมาชิกของ RJC ไปยังภูมิภาคใหม่ เพิ่มการมีส่วนร่วมของกลุ่มที่ยังมีตัวแทนไม่มากเพียงพอในห่วงโซ่คุณค่า และทำให้มาตรฐานสามารถครอบคลุมวัตถุดิบ ภูมิศาสตร์ และรูปแบบธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น
สำหรับเธอ ตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงของ RJC จึงไม่ใช่เพียงจำนวนมาตรฐานหรือใบรับรอง แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนมาตรฐานเหล่านั้นให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงจริง” ในภาคธุรกิจ

Traceability–Climate–Supply Chain 3 โจทย์ใหญ่ที่ธุรกิจจิวเวลรี่ต้องเร่งรับมือ
เมื่อมองไปยังความท้าทายด้าน ESG ของอุตสาหกรรม Shah ชี้ให้เห็นประเด็นเร่งด่วนหลายด้าน โดยเฉพาะ ความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งและพิสูจน์ได้ รวมถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง
ผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลต้องการรู้มากขึ้นว่า วัตถุดิบที่อยู่ในเครื่องประดับแต่ละชิ้นมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด และถูกจัดหาภายใต้เงื่อนไขอย่างไร
โจทย์นี้ทำให้เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดมีบทบาทเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจต้องสามารถยืนยันได้ว่าห่วงโซ่อุปทานเคารพสิทธิแรงงาน มีความปลอดภัย และใช้แนวปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรม
ด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมจำเป็นต้องลด Environmental Footprint ตั้งแต่ การปล่อยคาร์บอน การใช้น้ำ ของเสียจากเหมือง การผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้า พร้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบธุรกิจ
การดำเนินการเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง สร้างความยืดหยุ่น และรักษาความไว้วางใจในอุตสาหกรรมที่ “เรื่องราว แหล่งกำเนิด และมรดก” ล้วนมีผลต่อมูลค่าของสินค้า
กฎ ESG ของ EU เข้มขึ้น ธุรกิจพร้อมแค่ไหน?
สำหรับคำถามว่าอุตสาหกรรมพร้อมรับกฎระเบียบ ESG ของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่ Shah ยอมรับว่า ระดับความพร้อมยังแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงและข้อเสนอแก้ไขกฎระเบียบสำคัญหลายด้าน ทำให้ธุรกิจต้องกลับมาประเมินแนวทางของตนเอง ขณะที่ข้อกำหนดบางส่วนอาจส่งผลทางอ้อมไปถึงบริษัทขนาดเล็กผ่านกระบวนการตรวจสอบในห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากกฎระเบียบแล้ว ภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจก็เป็นอีกตัวแปรที่เพิ่มความซับซ้อน
จากประสบการณ์ของ Shah ในช่วงแรกของกฎเกณฑ์ใหม่ ธุรกิจจำนวนมากมักตอบสนองในลักษณะตั้งรับ ก่อนจะเพิ่มความจริงจังเมื่อข้อกำหนดเริ่มมีผลชัดเจนขึ้น ปัญหาคือบริษัทจำนวนหนึ่งอาจยังไม่แน่ใจว่าจะตีความและนำกฎใหม่ไปใช้อย่างไร
แม้ RJC จะไม่ได้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย แต่สามารถสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรเชิงปฏิบัติ เพื่อช่วยให้สมาชิกนำข้อกำหนดใหม่ไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร
Millennials–Gen Z เปลี่ยนโจทย์ “ความน่าเชื่อถือ” ของแบรนด์เครื่องประดับ
แรงกดดันไม่ได้มาจากหน่วยงานกำกับดูแลเพียงด้านเดียว เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนกติกาของตลาดด้วย
Shah ระบุว่า ผู้บริโภค โดยเฉพาะ Millennials และ Gen Z ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับความโปร่งใส ความแท้จริง และเป้าหมายของแบรนด์ที่พวกเขาเลือกสนับสนุน คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “เพชรหรือวัตถุดิบนี้มาจากไหน” แต่ขยายไปถึง “ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้รับการปฏิบัติอย่างไร” ตลอดเส้นทางของสินค้า
การรับรองโดยบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือจึงเข้ามามีบทบาท เพราะช่วยให้สมาชิก RJC แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานที่อุตสาหกรรมยอมรับ
ขณะเดียวกัน RJC จะเสริมการสนับสนุนด้านระบบ การเปิดเผยข้อมูล คำแนะนำ การฝึกอบรม และเครื่องมือ เพื่อช่วยให้สมาชิกนำข้อกำหนดไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ง่ายขึ้น
เป้าหมายคือการทำให้แบรนด์สามารถสื่อสาร “เรื่องราวที่ตรวจสอบได้” แทนการพึ่งพาเพียงคำกล่าวอ้างด้านความยั่งยืน และช่วยผลักดันอุตสาหกรรมนาฬิกาและเครื่องประดับไปสู่ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนมากขึ้น

ธุรกิจเล็กไม่ควรมอง Certification เป็น “กำแพง”
สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่อาจรู้สึกว่าการเข้าสู่มาตรฐาน RJC มีความซับซ้อน Shah เสนอให้เปลี่ยนมุมมองจากการเห็น Certification เป็นอุปสรรค ไปเป็น “การเดินทาง” จุดเริ่มต้นคือสำรวจว่าสิ่งใดที่ธุรกิจดำเนินการอยู่แล้วและสอดคล้องกับมาตรฐาน จากนั้นค้นหาช่องว่าง จัดลำดับความสำคัญ และค่อยๆ ปรับปรุงทีละขั้น
ผู้ประกอบการสามารถใช้คำแนะนำ เอกสารฝึกอบรม ชุดเครื่องมือ และเครือข่ายของ RJC เข้ามาช่วย โดยไม่ควรถอดใจจากความซับซ้อนในช่วงเริ่มต้น เพราะเมื่อกระบวนการถูกแบ่งออกเป็นขั้นตอนและใช้เครื่องมือสนับสนุนอย่างเหมาะสม การเข้าสู่มาตรฐานอาจไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คาด
“ความยั่งยืน” ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการบริหารความเสี่ยง
Shah พูดถึงคำถามคลาสสิกของภาคธุรกิจที่ว่า ทำไมต้องลงทุนกับ Sustainability?
คำตอบของเธอ คือ การวางความยั่งยืนไว้บนฐานของเศรษฐศาสตร์ธุรกิจอย่างชัดเจน เพราะ Sustainability เชื่อมโยงโดยตรงกับ การบริหารความเสี่ยง ความยืดหยุ่นของธุรกิจ และการสร้างมูลค่าระยะยาว
การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบสามารถช่วยปกป้องห่วงโซ่คุณค่า เพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ดึงดูดบุคลากร ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้บริโภค
ในทางกลับกัน ต้นทุนจากการเพิกเฉยอาจสูงกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชื่อเสียง บทลงโทษจากการละเมิดกฎระเบียบ หรือแม้แต่การสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงตลาด
นั่นทำให้ Sustainability ในมุมมองของผู้บริหาร RJC คนใหม่ ไม่ใช่โครงการที่ธุรกิจทำเพิ่มเติมเมื่อมีงบประมาณเหลือ แต่กำลังกลายเป็นองค์ประกอบของ Business Resilience และ Long-term Value Creation
เป้าหมายใหม่ RJC ต้องไม่ใช่องค์กรที่คนจำได้เพราะ “กฎ”
สิ่งที่อุตสาหกรรมสามารถคาดหวังจาก RJC ภายใต้การนำของ Shah คือการให้น้ำหนักกับ 3 เรื่อง ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ ความชัดเจน และผลกระทบ
เธอต้องการรักษา RJC ให้เป็นจุดอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ มีอำนาจ และเป็นกลางสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันต้องทำให้มาตรฐานมีประโยชน์ต่อสมาชิกมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจจริง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง RJC ในยุคใหม่ต้องไม่เป็นองค์กรที่อุตสาหกรรมรู้จักเพียงเพราะ “ข้อกำหนดที่ต้องทำตาม” แต่ควรเป็นองค์กรที่สมาชิกนึกถึงเมื่อถามว่า จะนำมาตรฐานเหล่านั้นไปใช้เพื่อทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร
ท้ายที่สุด เป้าหมายของ Shah คือการทำให้ RJC เป็นพันธมิตรที่ปฏิบัติได้จริงและได้รับความไว้วางใจ สามารถช่วยอุตสาหกรรมบริหารความเสี่ยง สร้างความน่าเชื่อถือ และเปลี่ยน “ความรับผิดชอบ” ให้กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนความยืดหยุ่นและคุณค่าทางธุรกิจในระยะยาว
ที่มา: ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ JNA
แปลและเรียบเรียงข้อมูลต้นฉบับโดย: สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) – GIT หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
___________________
สำหรับประเทศไทย GIT เร่งยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ด้วยการเปิดโครงการ “Thailand towards World Sustainable Gem and Jewelry Hub” หนุน SMEs ตลอดห่วงโซ่อุปทานเข้าสู่ 3 มาตรฐานสำคัญ GIT Standard 3001, RJC และ Carbon Footprint for Organization ครอบคลุมธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม หวังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ พร้อมวางหมากประเทศไทยสู่ “ศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน”

