ไทย รับแรงกดดันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ เผชิญปัจจัยชี้วัดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก ขณะที่สหประชาชาติสนับสนุนไทยเดินหน้าสู่ Net Zero ปี 2050 พร้อมเร่งผลักดัน Climate Change Act, Green Taxonomy และ Carbon Market เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ เมื่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอนุรักษ์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุน และโอกาสทางการค้าในเวทีโลก
มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ (Ms. Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UN Resident Coordinator in Thailand) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มุมมองด้านสิ่งแวดล้อมโลกและผลกระทบต่อประเทศไทย” ในโอกาสครบรอบ 33 ปีของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยสะท้อนว่าโลกกำลังเผชิญ “Triple Planetary Crisis” หรือวิกฤตโลก 3 ด้านที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และมลพิษ (Pollution)
ความท้าทายทั้ง 3 กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลกอย่างรุนแรงมากขึ้น โดยไม่จำกัดเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาแล้ว
TEI กับบทบาทขับเคลื่อนวาระสิ่งแวดล้อมไทยตลอด 33 ปี
มิเกลล่า กล่าวว่า สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กำหนดนโยบายสาธารณะ และสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

การครบรอบ 33 ปีของ TEI สะท้อนถึงบทบาทผู้นำในการผลักดันวาระสิ่งแวดล้อมของประเทศ ที่เป็นการทำงานร่วมกับ UN โดยการร่วมมือครั้งนี้ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ถือเป็นสัญญาณของความร่วมมือที่เข้มแข็งและความมุ่งมั่นของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยรวมถึงรัฐบาลไทย ต่อวาระที่มีความสำคัญสูงสุดนี้
วิกฤตโลก 3 ด้าน กำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจของไทย
ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยชี้ว่า ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางธรรมชาติ แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของโลก
ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยรายงาน Climate Risk Index 2025 ของ Germanwatch ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 จาก 171 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุดในโลก สะท้อนความเปราะบางต่อความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ
นอกจากนี้ รายงานเดียวกันยังระบุว่าไทยมีอันดับดีขึ้นจาก อันดับ 9 ในการประเมินรอบก่อน (ช่วงข้อมูล 2000–2019) มาเป็นอันดับ 30 ในการประเมินล่าสุด (1993–2022) เนื่องจากการจัดการความเสี่ยงและระบบรับมือภัยพิบัติที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสร้างผลงานโดดเด่นด้านความยั่งยืน โดยครองอันดับ 1 ของภูมิภาคติดต่อกัน 7 ปี ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
มิเกลล่า ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยตระหนักถึงความท้าทายที่กำลังเผชิญ และกำลังเร่งดำเนินมาตรการเชิงนโยบายอย่างจริงจัง
CBAM เปลี่ยนกติกาการค้าโลก สิ่งแวดล้อมกลายเป็นตัวชี้วัดการแข่งขัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ มิเกลล่า หยิบยกขึ้นมา คือ มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน ซึ่งกำลังส่งผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก
มิเกลล่า ระบุว่า หลายครั้งภาคเอกชนสามารถปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมได้รวดเร็วกว่าภาครัฐ ทำให้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก

สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า ESG การลดคาร์บอน และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ไทยประกาศ NDC 3.0 มุ่งลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035
ประเทศไทยได้ยกระดับความเข้มข้นของเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศผ่าน NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) โดยประกาศเป้าหมายสำคัญ ได้แก่
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035
- มุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2050

เป้าหมายดังกล่าวได้รับการชื่นชมจากสหประชาชาติในฐานะสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนความมุ่งมั่นระดับชาติในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Climate Change Act และ Green Taxonomy วางรากฐานเศรษฐกิจสีเขียว
ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายและกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประกอบด้วย
- Climate Change Act
ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาว
- Green Taxonomy
มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการลงทุนสีเขียวและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
- Carbon Market

การพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- Clean Air Act
การผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชาชน
กลไกเหล่านี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
WEF เตือนความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจ
ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่า ผลสำรวจของ World Economic Forum (WEF) พบว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมครองสัดส่วนถึง 5 ใน 10 อันดับแรกของความเสี่ยงที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ วิกฤตทรัพยากรธรรมชาติ ความผันผวนของระบบนิเวศ และปัญหามลพิษ ล้วนกำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนของโลก

ไทยเร่ง Net Zero 2050 รับแรงกดดันเศรษฐกิจสีเขียวโลก
ดร.วิจารณ์ ระบุว่า ประเทศไทยได้ปรับเป้าหมาย Net Zero Emissions จากเดิมปี 2065 ให้เร็วขึ้น 15 ปี เป็นปี 2050 เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในยุคที่ CBAM การเงินสีเขียว และมาตรฐาน ESG กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
วิกฤตภูมิอากาศสร้างความเสียหายเศรษฐกิจไทยเกือบ 3 ล้านล้านบาท
ความจำเป็นในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นท่ามกลางผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น ดร.วิจารณ์ กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วในช่วงปี 2025-2026 สร้างความเสียหายสะสมต่อเศรษฐกิจไทยในระดับที่น่ากังวล โดยมีมูลค่าความสูญเสียรวมเกือบ 3 ล้านล้านบาท
แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของการปล่อยทั่วโลก และอยู่ในลำดับประมาณ 19-20 ของโลก แต่กลับได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงเป็นอันดับ 17 ของโลก

ความหลากหลายทางชีวภาพและมลพิษ ความเสี่ยงใหม่ของภาคธุรกิจ
ประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ
ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีสัมมนาระบุว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาจสูญหายมากกว่า 50% ขณะที่ปะการังอาจได้รับผลกระทบถึง 99% หากอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส
ในเวลาเดียวกัน ปัญหาขยะพลาสติก ไมโครพลาสติก และขยะจากอุตสาหกรรม Fast Fashion กำลังถูกจับตามองในฐานะความท้าทายด้านความยั่งยืนที่ภาคธุรกิจต้องเร่งรับมือ
มนุษย์ใช้ทรัพยากรเทียบเท่าโลก 1.7 ใบ
อีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญคือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกินขีดความสามารถของโลก
ดร.วิจารณ์ ระบุว่า ปัจจุบันมนุษย์ใช้ทรัพยากรในอัตราเทียบเท่าโลก 1.7 ใบ และหากรูปแบบการผลิตและการบริโภคยังไม่เปลี่ยนแปลง โลกอาจต้องการทรัพยากรเทียบเท่า 3 ใบในอนาคต

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG กำลังกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
UN หนุนไทยเต็มกำลัง ผ่านกรอบความร่วมมือ 5 ปีใหม่
สหประชาชาติยืนยันการสนับสนุนประเทศไทยผ่านกรอบความร่วมมือระยะ 5 ปี ฉบับใหม่ในช่วงปี 2027-2031 โดยกำหนด Green Agenda เป็นหนึ่งในวาระสำคัญสูงสุด
หน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติในประเทศไทยกำลังดำเนินโครงการสนับสนุนหลากหลายด้าน อาทิ UNDP, UNEP และ ESCAP สนับสนุนการปฏิรูปนโยบายสิ่งแวดล้อมและกฎหมาย Climate Change Act ส่วน FAO และ UNEP ส่งเสริมการเกษตรที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ การผลิตข้าวอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการเกษตร
นอกจากนี้ UNDP และ UNEP ผลักดันระบบ Sustainable Finance ด้าน UNIDO สนับสนุนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม การจัดการ E-Waste และความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียวผ่านโครงการ PAGE

จากยุคโลกร้อนสู่ยุค “โลกเดือด”
มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ อ้างถึงคำเตือนของเลขาธิการสหประชาชาติที่ระบุว่า ยุคของภาวะโลกร้อน (Global Warming) ได้สิ้นสุดลงแล้ว และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของภาวะโลกเดือด (Global Boiling)
คำเตือนดังกล่าวสะท้อนว่า การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศไม่ใช่วาระของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจของปัจจุบัน
ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการ CBAM ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และแนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของโลก ประเทศไทยกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายผ่าน NDC 3.0, Climate Change Act, Green Taxonomy และ Carbon Market เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
สารสำคัญจากเวทีครบรอบ 33 ปีของ TEI จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนไปยังภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายว่า “ความยั่งยืน” ได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในศตวรรษที่ 21 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

