Natural Capital Economy กำลังเปลี่ยน “ป่า” จากทรัพยากรธรรมชาติสู่สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาคธุรกิจ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้จากการอนุรักษ์ พร้อมรับมือความท้าทายด้าน ESG ตลาดคาร์บอน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Natural Capital Economy กำลังถูกมองเป็นแนวคิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยน “ทรัพยากรธรรมชาติ” จากต้นทุนที่ถูกใช้ไป สู่สินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า หากระบบเศรษฐกิจยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้คนที่อยู่กับป่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจะเกิดขึ้นได้ยาก
พร้อมชี้ว่า “ต้นทุนของการไม่ลงมือทำ” อาจสูงกว่าการลงทุนฟื้นฟูธรรมชาติในวันนี้

Natural Capital Economy เมื่อ “ธรรมชาติ” กลายเป็นทุนของเศรษฐกิจ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวว่า หากคนยังจน การอนุรักษ์ป่าจะเกิดขึ้นไม่ได้…ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติไ ม่ได้เกิดจากการขาดความตระหนักเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าคนในชุมชนยังต้องพึ่งพาป่าเพื่อสร้างรายได้ หากยังไม่สามารถทำให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง ก็ยากที่จะคาดหวังให้เกิดการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
จากคำพูดที่ว่า “คนหิว ป่าหัก” มันยังเป็นจริงอยู่ในทุกวันนี้ ตราบใดก็ตามที่คนในชุมชนยังไม่มีรายได้ที่ดี เรายังไม่สามารถจะลงทุนในอนาคตให้กับลูกกับหลานของเขาได้ อย่าหวังว่าเขาจะรักษา และอนุรักษ์ธรรมชาติเอาไว้ได้ ปัจจุบันเรายังประกอบอาชีพที่พึ่งผลผลิตจากธรรมชาติ
เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกัน แต่ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันยังใช้ทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่สูงกว่าความสามารถในการฟื้นตัวของโลก โดยโลกได้ก้าวข้ามขีดความปลอดภัยของระบบนิเวศแล้ว 7 ใน 9 ตัวชี้วัด ขณะที่มนุษย์กำลังใช้ทรัพยากรเทียบเท่าโลกถึง 1.8 ใบ

ชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยง หากไม่คิดต้นทุนธรรมชาติ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ระบุว่า กว่า 55% ของ GDP โลกพึ่งพาธรรมชาติ ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจด้านการเกษตร ประชากรราว 33% ทำอาชีพเกษตรกรรม แต่สร้าง GDP เพียงประมาณ 10% เขาจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ
ภาครัฐควรปรับนโยบายสนับสนุนธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดัน Green Finance ที่มีตัวชี้วัดชัดเจน ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอนจะมีความเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต

Carbon Credit เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ Biodiversity คือเป้าหมาย
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมีคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน T-VER ประมาณ 400,000 ตัน และอยู่ระหว่างพัฒนา Tokenization เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะกลับไปยังชุมชนผู้ดูแลป่า
อย่างไรก็ตาม “คาร์บอนเครดิตไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย”
“คาร์บอนเครดิตควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะหากปลูกต้นไม้เพียงไม่กี่ชนิด แม้จะดูดซับคาร์บอนได้ แต่ระบบนิเวศก็ไม่สามารถกลับมาสมบูรณ์ได้”
ธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องมอง “Natural Capital” เป็นต้นทุนที่ต้องลงทุน และต้องคำนึงถึง Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ดำเนินการในวันนี้
ทุกภาคส่วนร่วมปลดล็อกมูลค่าผืนป่า
นอกจากนี้ บนเวทีเสวนาหัวข้อ Unlocking Forest Value through Collaboration: ปลดล็อกคุณค่าผืนป่า ผ่านพลังความร่วมมือ ในงาน Toward Reforestation Carbon Credit Tokenization ผู้ร่วมเสวนายังได้สะท้อนมุมมองของภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคเทคโนโลยี ต่อการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์กับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ชุมชนต้องเป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูป่า
คุณสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูป่า คือการทำให้ชุมชนมีรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงการกำหนดมาตรการอนุรักษ์จากส่วนกลาง
มูลนิธิฯ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน T-VER สนับสนุนการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม และใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามไฟป่า ซึ่งช่วยลดพื้นที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าจากประมาณ 22% เหลือต่ำกว่า 1% ในพื้นที่โครงการ พร้อมระบุว่าปัจจุบันมีป่าชุมชนตามกฎหมายราว 7 ล้านไร่ มีประชาชนดูแลกว่า 4.5 ล้านคน และโครงการสามารถสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนแล้วกว่า 260 ล้านบาท

โมเดลรายได้ใหม่คือกุญแจลดแรงกดดันต่อป่า
จอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวว่า ปัญหาการบุกรุกป่าเกิดจากข้อจำกัดด้านรายได้ของครัวเรือนในพื้นที่สูง
CP จึงพัฒนาโมเดลส่งเสริมพืชมูลค่าสูง เช่น กาแฟอาราบิก้าที่ปลูกใต้ร่มไม้ ซึ่งสร้างมูลค่าสูงกว่าพืชเชิงเดี่ยวประมาณ 7 เท่า ทำให้เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่เพาะปลูกลดลง และเปิดโอกาสให้พื้นที่ที่เหลือกลับมาเป็นป่าและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ความยั่งยืนของป่าคือความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน
วรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด กล่าวว่า การอนุรักษ์ป่าไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร
บริษัทจึงพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยืนยันว่าวัตถุดิบไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่า พร้อมสนับสนุนชุมชนในการลดการเผาและป้องกันไฟป่า เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก
เทคโนโลยี Blockchain เปิดตลาดคาร์บอนสู่ประชาชน
อภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด กล่าวว่า การนำ Blockchain และ Tokenization มาใช้ มีเป้าหมายลดข้อจำกัดในการเข้าถึงคาร์บอนเครดิตของประชาชน
ปัจจุบันมีการพัฒนา Mini App บน TrueMoney ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตในหน่วยย่อยได้ โดยระบบจะออกใบรับรองและบันทึกธุรกรรมบน Blockchain เพื่อให้ตรวจสอบได้ ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 200,000 คน และชดเชยคาร์บอนสะสมแล้วกว่า 8,000 ตัน
ประเด็นสำคัญของเวทีครั้งนี้ไม่ใช่การส่งเสริมคาร์บอนเครดิตเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของแนวคิด Natural Capital Economy ที่มองว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้กับผู้ดูแลป่า พร้อมอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ ชุมชน ภาคธุรกิจ และเทคโนโลยีในการสร้างกลไกตลาดที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งอาจกลายเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและการลงทุนด้าน ESG ของประเทศไทยในระยะต่อไป

