ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายของจังหวัดเชียงใหม่ การพูดคุยอย่างเป็นกันเองระหว่างผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยและสื่อมวลชน ได้สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า งานฝีมือไทยในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำว่า “ของที่ระลึก” แต่กำลังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ภายใต้แนวคิดความคิดสร้างสรรค์ ความยั่งยืน และการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมี คิง เพาเวอร์ เป็นกลไกสำคัญในการเปิดประตูสู่ผู้บริโภคต่างชาติ
เวทีสนทนาในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ แต่ทรงพลังว่า “ตัวตนของแบรนด์แต่ละแห่งเริ่มต้นมาอย่างไร” ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปสู่ประเด็นอัตลักษณ์ ผลลัพธ์จากการวางจำหน่ายในตลาด King Power และเป้าหมายในอนาคตของแต่ละแบรนด์ ซึ่งล้วนสะท้อนเส้นทางการเติบโตของงานหัตถกรรมไทยจากชุมชน สู่ตลาดพรีเมียมระดับนานาชาติ
เชียงใหม่ศิลาดล: มรดกล้านนา เครื่องเคลือบธรรมชาติที่ขาย ‘วิถีชีวิต’ ไม่ใช่แค่สินค้า
เชียงใหม่ศิลาดล (Chiang Mai Celadon) เป็นหนึ่งในแบรนด์งานหัตถกรรมที่มีรากฐานยาวนานกว่า 20 ปี เป็นทั้งสินค้า OTOP รุ่นแรก ๆ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย ตัวงานคือเครื่องเคลือบศิลาดลชั้นสูง เนื้อแกร่งคล้ายหิน เคลือบรานสีเขียวใสคล้ายหยก ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของล้านนาอย่างแท้จริง

ทัศนีย์ ยะจา จาก เชียงใหม่ ศิลาดล จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า วัตถุดิบสำคัญมาจากดินดำคุณภาพดีที่สุดในอำเภอแม่ริมและบริเวณยอดดอยพระพุทธบาท 4 รอย ทำให้ศิลาดลเชียงใหม่แตกต่างจากเซรามิกทั่วไป เพราะไม่ได้ขายเพียงรูปทรงหรือประโยชน์ใช้สอย แต่ขาย อัตลักษณ์ แหล่งที่มา วัตถุดิบ และจิตวิญญาณของช่างฝีมือ
แบรนด์เลือกนำเสนอผลิตภัณฑ์ในฐานะ “วิถีชีวิตของคนเมือง” เชื่อมโยงกับปัจจัย 4 และแนวคิด Culture Destination (CFT) โดยเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้สัมผัสกระบวนการผลิตจริง เกิดเป็นประสบการณ์มากกว่าการซื้อสินค้า

ในด้านการพัฒนาดีไซน์ ศิลาดลเชียงใหม่ยังคงรักษาสีดั้งเดิมอย่าง Jade Green ที่สื่อถึงความร่ำรวย ความสุข และความสำเร็จ ควบคู่กับการพัฒนาสีร่วมสมัย เช่น Indigo Blue จากการผสมโคบอลต์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดเมืองใหญ่และนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยยังคงยึดกระบวนการผลิตจากธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี
ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน แบรนด์นำ เศษดินและกากกาแฟ ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตและบริบทของเมืองเชียงใหม่ที่เป็นเมืองกาแฟ มาผสมในน้ำดินและเคลือบ สร้างลวดลายใหม่และลดของเสียตามแนวคิด Zero Waste พร้อมวางบทบาทองค์กรให้เป็นเสมือน “บ้าน” ที่เกื้อกูลชุมชนโดยรอบ
แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เชียงใหม่ศิลาดลยังคงรักษาช่างฝีมือไว้ ด้วยการชวนพนักงานมาทำ ข้าวต้มมัด สร้างรายได้เสริม จนกลายเป็น “เส้นเลือดฝอย” ที่เชื่อมโยงแบรนด์กับคนไทยทั่วไป ปัจจุบันพื้นที่โรงงานได้พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้ลูกค้าได้ดื่มกาแฟ ห่อข้าวต้มมัด และพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์โดยตรง

สำหรับความร่วมมือกับ King Power เชียงใหม่ศิลาดลมองว่าเป็นทั้ง “สะพานเชื่อม” และ “สะพานบุญ” ที่นำงานหัตถกรรมไทยไปสู่เวทีสากล การวางจำหน่ายใน King Power ช่วยสร้าง ความเชื่อมั่นทันที ในสายตาลูกค้า และเปิดโอกาสให้ได้ลูกค้าต่างประเทศที่ติดต่อกลับมาซื้อซ้ำหรือเดินทางมาเยี่ยมโชว์รูมที่เชียงใหม่โดยตรง
บ้านช้างดีไซน์: บาติกอาร์ท Upcycling และการวางเป้าหมายสู่ตลาดพรีเมียม
รัตติยา กล่ำบุญ จาก บ้านช้างดีไซน์ (Baan Chang Design) อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า บ้านช้างดีไซน์เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ OTOP รุ่นแรก ที่ก่อตั้งมากว่า 24 ปี โดยเริ่มต้นจากเจ้าของที่เคยทำงานฝ่ายขาย มีรายได้สูง แต่เลือกกลับมาทำธุรกิจที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นและความชอบส่วนตัวด้านสีและศิลปะ

บ้านช้างเลือกงาน บาติก แต่ตีความใหม่ในรูปแบบ Art Batik ใช้โทนสีที่ตลาดต่างประเทศนิยม ไม่ฉูดฉาด พร้อมตั้งเป้าหมายตั้งแต่แรกว่าจะต้องวางขายในพื้นที่ระดับพรีเมียม เช่น ห้างชั้นนำ สนามบิน และ King Power
การดำเนินธุรกิจถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการเขียน Business Plan ระยะ 5 ปี ปีแรกเน้นการเรียนรู้จากความผิดพลาด ปีที่สามสร้างการรับรู้ในระดับจังหวัด และปีที่ห้าให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและหน่วยงานภาครัฐ

อัตลักษณ์ของบ้านช้างดีไซน์คือ งานบาติกที่ แต่ละชิ้นไม่ซ้ำกัน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผสมผสานเทคนิคเพนท์ ครอเชต์ และแอร์บรัช ที่สำคัญคือการนำ เศษผ้าจากการทำบาติกมาเย็บต่อและย้อมสีใหม่ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ Upcycling ที่ได้รับความนิยมสูง สะท้อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
แม้ในช่วงแรกจะเคยถูกปฏิเสธจาก King Power เพราะภาพลักษณ์งานที่ค่อนข้างคลาสสิก แต่ในที่สุดบ้านช้างดีไซน์ก็ได้รับโอกาสนำผ้าพันคอและเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครเข้าไปวางจำหน่าย ผ่าน OTOP Premium Kiosk ที่สนามบิน ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์อย่างชัดเจน

ดอยซิลเวอร์: เครื่องเงินชาติพันธุ์ สร้างอาชีพ รักษาป่า และต่อยอดสู่ตลาดโลก
ดอยซิลเวอร์ (Doi Silver) เป็นแบรนด์เครื่องเงินจากจังหวัดน่าน ที่สืบทอดภูมิปัญญาช่างเงินของชาวเขาเผ่าเย้า หรือเมี่ยน มากว่า 4 รุ่น รวมระยะเวลากว่า 70 ปี เครื่องเงินไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
ชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช จาก ดอยซิลเวอร์ จังหวัดน่าน เล่าว่า อัตลักษณ์สำคัญของดอยซิลเวอร์คือความเชี่ยวชาญด้าน สร้อยแขน โดยเฉพาะลวดลายดั้งเดิมอย่าง “กระดูกงู” ที่มีประวัติยาวนานนับพันปี ก่อนจะนำมาประยุกต์รูปทรงให้หลากหลายตามคำแนะนำของลูกค้าต่างชาติ

ปรัชญาการทำงานของดอยซิลเวอร์ยึด 3 เสาหลัก คือ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริม โดยมีการทำ MOU กับกาญจนาภิเษกช่างทองหลวง รับเด็กบนดอยเข้าฝึกงานและเรียนรู้วิชาช่างทอง 3 ปี เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืน
ในมิติสิ่งแวดล้อม ดอยซิลเวอร์เข้าร่วมโครงการวิจัย นำ หญ้าสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่นตามโครงการพระราชดำริ มาประยุกต์กับงานเครื่องเงิน ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน ลดการทำไร่เลื่อนลอย และลดการเผาป่า

การวางจำหน่ายใน King Power ทำให้ดอยซิลเวอร์ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก และเปิดโอกาสในการขยายตลาดไปต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าในอนาคตที่จะเติบโตไปพร้อมกับ King Power ในหลายประเทศทั่วโลก
King Power: กลไกสำคัญของ Soft Power ไทย
จากทั้งสามแบรนด์สะท้อนตรงกันว่า King Power ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางจำหน่าย แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยคัดเลือก พัฒนาดีไซน์ และเชื่อมโยงงานหัตถกรรมไทยเข้าสู่ตลาดสากลอย่างแท้จริง

คิง เพาเวอร์ ได้สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนไทยและยกระดับคุณค่าของงานคราฟต์ท้องถิ่นสู่ความยั่งยืน ผ่านงาน KING POWER CELEBRATION 2026 THE POWER GIFTIVAL ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชู Giftival Market และ Thai Workshop ภายใต้แนวคิด “เรียนรู้–ลงมือทำ–เข้าใจคุณค่า” ผสานหลักคิด Circular Design ตอบโจทย์เทรนด์ของขวัญปีใหม่ที่ให้ความหมายและสนับสนุนงานฝีมือไทย พร้อมไฮไลท์ “ต้นคริสต์มาสสไตล์ไทยโมเดิร์น” ที่ตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าและงานคราฟต์จากชุมชนทั่วประเทศ สะท้อนพลังการเชื่อมโยงวัฒนธรรม ชุมชน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในช่วงเทศกาลปลายปีนี้ ผ่านการจัด Giftival Market ตั้งแต่วันนี้ – 4 มกราคม 2569 เพื่อให้ลูกค้าเลือกซื้อของขวัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของงานปีนี้คือ “ต้นคริสต์มาสแห่งการเชื่อมโยง” ที่ถ่ายทอดความร่วมมือระหว่าง คิง เพาเวอร์ และชุมชน ผ่านงานฝีมือกว่า 10,000 ชิ้น จากหลายจังหวัด เช่น ตุงไส้หมูและตุงไส้หมูแวววาวจากจังหวัดเชียงใหม่ ตุงผ้า 12 นักษัตรและผ้าขาวม้าจากจังหวัดราชบุรี รวมถึงตุ๊กตาม้าจากจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งต่างสะท้อนภูมิปัญญา และทักษะฝีมืออันละเอียดประณีตของชุมชนไทยอย่างทรงพลัง
นอกจากนี้ ยังจัด Thai Workshop ระหว่างวันที่ 18–28 ธันวาคม 2568 เวลา 12:00–17:00 น. โดยผู้ประกอบการจาก 6 ชุมชนร่วมถ่ายทอดทักษะ เช่น การประดิษฐ์ “ม้าโชคดี” จากเศษผ้าขาวม้าของแบรนด์ Pahkahmah Thailand, เพ้นท์พวงกุญแจจาก Nineshop99, ทำเครื่องประดับเงินกับช่างฝีมือจาก ดอยซิลเวอร์ จังหวัดน่าน, ประกอบสร้อยไข่มุกจาก PRIMA PEARL, เพ้นท์เซรามิกศิลาดลจาก เชียงใหม่ ศิลาดล และประดิษฐ์เครื่องประดับหินจากบ้านช้างดีไซน์ จังหวัดชลบุรี

ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยรักษาภูมิปัญญา ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันงานหัตถกรรมไทยให้กลายเป็น Soft Power ที่เล่าเรื่องประเทศไทยผ่านความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

