GC – SCGC ลงนาม MoU ศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ หวังเสริมความมั่นคงซัพพลายเชน ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก คาดสรุปผลศึกษาได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ปั้น “ฮับปิโตรเคมีไทย”
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (MoU) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ได้แก่ พอลิเอทิลีนและพอลิโพรพิลีน
เป้าหมายหลักคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร (Integrated Infrastructure) เพื่อเสริมความมั่นคงของซัพพลายเชนปิโตรเคมีไทย พร้อมรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกในภูมิภาค
มุมมองผู้บริหาร “เพิ่มศักยภาพ-สร้างมูลค่าเพิ่ม”

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ คือ การสร้างธุรกิจปิโตรเคมีที่มีศักยภาพในระดับแนวหน้าของภูมิภาค ต่อยอดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย ที่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ การผนึกความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่ง ผ่านการบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตลอดจนสามารถพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมปลายทาง สามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง แข่งขันได้ในระดับสากล และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก อีกทั้งยังช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิต และการส่งออกในภูมิภาค สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยมีผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่หลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมทั้งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทย

เงื่อนไขสำคัญ ยังไม่ผูกพันทางกฎหมาย
MoU ฉบับนี้เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้น ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และถือเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการศึกษาเท่านั้น
ปัจจัยชี้ขาดการร่วมทุน ได้แก่:
- ผลการตรวจสอบสภาพกิจการ (Due Diligence)
- การอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัททั้งสอง
- การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
- คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต)
ทั้งนี้ คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นอิสระ
เกมเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม
ความร่วมมือระหว่าง GC และ SCGC สะท้อน “เมกะเทรนด์” สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก ได้แก่:
1. การรวมพลัง (Consolidation)
การจับมือของผู้เล่นรายใหญ่ช่วยเพิ่มอำนาจการแข่งขัน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพตลอด Value Chain
2. เน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง
ตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจาก Commodity ไปสู่ Specialty Chemicals ซึ่งให้มาร์จิ้นสูงกว่า
3. เสริมความมั่นคงซัพพลายเชน
ในยุคภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน การมีฐานการผลิตครบวงจรในประเทศเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ
4. โอกาสของไทยในเวทีโลก
ดีลนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันไทยสู่ “Petrochemical Hub of ASEAN”
GC เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ระดับสากลที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG และ Circular Economy มี:
ฐานการผลิตและจัดจำหน่ายกว่า 90 แห่ง
ศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 40 แห่ง
ครอบคลุม 20 ประเทศทั่วโลก
ความโดดเด่นด้านความยั่งยืน:
อันดับ 1 กลุ่มเคมีภัณฑ์ใน DJSI ต่อเนื่อง 7 ปี (โดย S&P Global)
ระดับ A ด้านการบริหารจัดการน้ำ ต่อเนื่อง 6 ปี (2563-2568)
ระดับ B ด้าน Climate จาก CDP
GC ตั้งเป้าเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และมุ่งสู่ Net Zero ปี 2593

