เปิดเวทีเชื่อมพลังรัฐ–ธุรกิจ–นวัตกรรม เร่งไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
ท่ามกลางความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลก “การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” คือโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 ซึ่งจัดโดยกลุ่ม ปตท.ระหว่างวันที่ 16–17 มกราคม 2569 ณ สยามพารากอน ที่ถูกออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ นักวิชาการ และคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Sparking the Future: พลังจุดประกายอนาคต”
GC กับบทบาท “ตัวเชื่อม” เศรษฐกิจหมุนเวียนสู่คาร์บอนต่ำ

ภายใต้แนวคิด GC StandOut – แตกต่างอย่างยั่งยืน GC ได้นำเสนอนวัตกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวัน ภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง เป็นการเพิ่มมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
นวัตกรรมที่โดดเด่นและน่าสนใจของ GC มีตั้งแต่นวัตกรรมสารเคลือบสำหรับอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีสำหรับการพ่นสียานยนต์ ช่วยให้สีไม่ย้อยเมื่อพ่นในแนวตั้ง ทำให้ผิวงานเรียบเนียนสม่ำเสมอ รวมไปถึงสารเติมแต่ง (Additives) ที่ปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น เพิ่มการทนความร้อนสำหรับอุปกรณ์อย่างแบตเตอรี่รถไฟฟ้า (EV)
ส่วนของวัสดุรีไซเคิลในงานวิศวกรรมและโครงสร้าง GC ได้พัฒนาพลาสติก HDPE รีไซเคิลสำหรับผลิต “ท่อใต้ดิน” โดยทำงานร่วมกับลูกค้า ปรับปรุงและพัฒนาให้ยังคงคุณสมบัติวามทนทานต่อสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง
ในโซน Everyday Sustainable Living ผู้เข้าชมได้เห็นวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น วัสดุ Compostable ที่ย่อยสลายได้ บรรจุภัณฑ์ MonoMate ที่ออกแบบเป็น Mono-material เพื่อให้คัดแยกและรีไซเคิลง่าย

ขณะที่โซน Material & Manufacturing Innovation สะท้อนบทบาทของนวัตกรรมวัสดุขั้นสูง เช่น งาน 3D Printing จาก PLA พลาสติกชีวภาพ ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากปิโตรเลียม โซลูชันสารเคลือบผิวจาก allnex ที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น “Eco-wise” ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สารเคลือบที่มีความปลอดภัยสูง มีสารระเหยต่ำ (Low VOCs) ลดการใช้ทรัพยากรในการผลิต เหมาะกับการเคลือบผิวอุปกรณ์สำหรับเด็กและบรรจุภัณฑ์อาหารที่ต้องเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย

พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ: จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือ GC ได้พัฒนา Biorefinery หรือ โรงกลั่นชีวภาพครบวงจร ที่ผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน เปลี่ยน “น้ำมันพืชใช้แล้ว” จากของเสียที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นทรัพยากรใหม่ของเศรษฐกิจหมุนเวียน

จากครัวเรือนสู่เครื่องบิน: เมื่อของเสียกลายเป็นทรัพยากร
บนเวที Spark Talk ในงานนี้ GC ร่วมกับ HMC Polymers ถ่ายทอดแนวคิด “From Kitchen to Creation: The Biorefinery Journey of Tomorrow” ที่เปลี่ยน “น้ำมันพืชใช้แล้ว” จากของเสียและปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นทรัพยากรใหม่ของเศรษฐกิจหมุนเวียน

พรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า น้ำมันพืชใช้แล้วจากครัวเรือนและร้านอาหาร ไม่เพียงถูกนำไปผลิตเป็น SAF แต่ยังต่อยอดเป็น Bio-Circular Polypropylene (Bio-PP) วัสดุที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าพลาสติกทั่วไป สามารถนำไปผลิตถาดอาหาร ผ้าอ้อมเด็ก หรือสินค้าอุตสาหกรรม และยังรีไซเคิลได้ในอนาคต ซึ่งวิธีการเหล่านี้ คือ แนวทางการแก้ปัญหาพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีวันหมดไป
GC ได้ยกระดับสู่โรงกลั่นชีวภาพแบบครบวงจร เพื่อผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF โดยน้ำมัน SAF ที่ผลิตจากน้ำมันพืชใช้แล้ว สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 80-85% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินทั่วไป ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISCC และมีการใช้งานจริงแล้วผ่านความร่วมมือกับ OR และสายการบินต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
พรรคพงษ์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในวงกว้าง GC ได้จัดตั้งโครงการ “จากครัวสู่เครื่อง (From Kitchen to Plane)” รวบรวมน้ำมันใช้แล้วร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วน โดยการทำงานร่วมกับชุมชนในระยอง, มหาวิทยาลัย, กระทรวงต่าง ๆ และสายการบิน เช่น การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส พร้อมทั้งการสร้างส่วนร่วมของประชาชน: เชิญชวนให้ทุกคนไม่ทิ้งน้ำมันใช้แล้ว แต่ให้รวบรวมมาขายผ่านจุดรับซื้อ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 40 ทั่วประแทศ

เร่งขับเคลื่อน Bio-Polypropylene เปลี่ยนพลาสติกสู่ความยั่งยืน
ด้าน คอร์โซ อูชีลลี่ ประธาน บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด จาก HMC Polymers กล่าวว่า โพลีโพรพิลีนไม่ใช่เพียงวัสดุอุตสาหกรรม แต่เป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่” ที่คอยสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างเงียบ ๆ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกในวันนี้ คือการพึ่งพาทรัพยากรปิโตรเลียมซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด

“คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะเลิกใช้โพลีโพรพิลีนได้หรือไม่ แต่คือเราจะรักษาคุณสมบัติที่ดีทั้งหมดของมันไว้ พร้อมกับทำให้มันยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างไร” คอร์ซูเอลลีกล่าว
การพัฒนา ไบโอโพรพิลีน (Bio-Polypropylene) ที่ผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียน โดยเฉพาะน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ซึ่งเป็นของเสียจากครัวเรือนและร้านอาหารในชีวิตประจำวัน นำกลับมาแปรรูปให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่ที่มีคุณค่า โดยการร่วมมือกับ GC ที่นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาแปรรูปเป็น ไบโอเซอร์คิวลาร์โพรพิลีน (Bio-circular Propylene)

คอร์โซ อูชีลลี่ ระบุว่า Bio-circular PP เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืนของ HMC Polymers และยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตโพลีโพรพิลีนชั้นนำ พร้อมเปิดโอกาสสู่ตลาดพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ ไบโอโพลีโพรพิลีนของบริษัทยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC ซึ่งช่วยยืนยันความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และตอกย้ำบทบาทของ HMC Polymers ในฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจด้านโซลูชันโพลีโพรพิลีนที่ยั่งยืน
“ความยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียว แต่เริ่มต้นจากความร่วมมือของทุกฝ่าย…การเปลี่ยนแปลงโลกอาจไม่ได้เริ่มจากสิ่งยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจาก “เม็ดพลาสติกเล็ก ๆ เพียงเม็ดเดียว” และจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ของทุกคน เช่น การรวบรวมน้ำมันใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งสามารถช่วยสร้างโลกและอากาศที่สะอาดขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง”
เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เริ่มต้นจากทุกคน

Sustainability Spark by PTT Group 2026 สะท้อนชัดว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัย “พลังร่วม” จากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในครัวเรือน ไปจนถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ
เมื่อแนวคิด ESG ถูกแปลงเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง และความร่วมมือถูกขยายจากเวทีสู่การปฏิบัติ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่ภาพอนาคตที่เลือนลาง แต่เป็นเส้นทางที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

