DHL Group เสริมโซลูชันซัพพลายเชนยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในเอเชียแปซิฟิก เตรียมพร้อมสู่กลยุทธ์ 2030 เพิ่มศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าในสิงคโปร์ ครอบคลุมทุกส่วนของซัพพลายเชนยานยนต์ไฟฟ้า นำเสนอโซลูชันเฉพาะทางในกว่า 10 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
DHL Group (DHL) ผู้นำด้านโลจิสติกส์ระดับโลก กำลังยกระดับโซลูชันซัพพลายเชนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตลาดเอเชียแปซิฟิก ด้วยการเปิด ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV Centers of Excellence – COEs) จำนวน 3 แห่งภายในปี 2024 ศูนย์เหล่านี้จะช่วยเสริมโซลูชันเฉพาะทางที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องจักรสำหรับโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ การจัดการซัพพลายเชนสำหรับกระบวนการผลิต (I2M) การขนส่งยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตเสร็จ และการบริหารจัดการโลจิสติกส์หลังการขาย
- ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน EV – แหล่งรวมองค์ความรู้ในเอเชีย
Fathi Tlatli ประธานฝ่ายยานยนต์และการขับเคลื่อนของ DHL Customer Solutions and Innovation กล่าวว่า ในอีกห้าปีข้างหน้า คาดว่าเอเชียจะเป็นตลาดหลักของยานยนต์ไฟฟ้า คิดเป็น 63% จากยอดขาย EV ใหม่ 115 ล้านคันทั่วโลก[1] ระบบซัพพลายเชนโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งและเป็นไปตามมาตรฐานจึงมีความจำเป็น ศูนย์ความเป็นเลิศของเราที่เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จะเป็นศูนย์กลางของความเชี่ยวชาญและทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม EV ในภูมิภาคนี้
ศูนย์ COE เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้ด้านโลจิสติกส์ EV และแสดงถึงความมุ่งมั่นของ DHL ในการพัฒนาขีดความสามารถในด้านนี้ โดยครอบคลุมโซลูชันที่หลากหลาย ทั้งการขนส่งและการบริหารจัดการซัพพลายเชนแบบครบวงจร
ปัจจุบัน DHL มีศูนย์ COE ใน 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ อิตาลี สหราชอาณาจักร เม็กซิโก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยศูนย์ใหม่ใน จีน สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จะเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายระดับโลกของบริษัท
“คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแค่ตัวรถยนต์ไฟฟ้าเอง แต่ในความเป็นจริง ซัพพลายเชนของ EV นั้นมีความซับซ้อนมาก นี่คือข้อได้เปรียบของ DHL Group ที่สามารถนำเสนอโซลูชันแบบเฉพาะทางในทุกส่วนของห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความเชี่ยวชาญและเครือข่ายระดับโลกของเรา”
— Audrey Gerard รองประธานฝ่ายยานยนต์และการขับเคลื่อน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก DHL Customer Solutions and Innovation
นอกจากนี้ DHL ยังมีแผนขยายศูนย์ COE ไปยังประเทศที่มีอุตสาหกรรม EV แข็งแกร่ง เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และไทย

- โฟกัสภาค EV และพลังงานใหม่ในกลยุทธ์ 2030
DHL Group กำลังให้ความสำคัญกับภาคยานยนต์ไฟฟ้า โดยมองว่า พลังงานใหม่ (New Energy) เป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการเติบโตใน กลยุทธ์ 2030 เมื่ออุตสาหกรรม EV เติบโตขึ้น ความต้องการรีไซเคิลหรือดัดแปลงชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ที่หมดอายุใช้งานก็จะเพิ่มขึ้น
“กระบวนการนี้ต้องการระบบโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน ซึ่งเรากำลังสำรวจแนวทางใหม่ๆ โดยอาศัยโซลูชันที่เรามีอยู่ในยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงเครือข่ายขนส่งข้ามพรมแดนที่แข็งแกร่งในอาเซียน”
— Fathi Tlatli
ไฮไลต์ของโซลูชันโลจิสติกส์ EV ที่ศูนย์ COE
1. เครื่องจักรและวัตถุดิบสำหรับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (Gigafactories)
DHL บริหารจัดการกระบวนการโลจิสติกส์ตั้งแต่การขนส่งเครื่องจักรไปจนถึงวัตถุดิบสำคัญ เช่น อิเล็กโทรไลต์ และแร่ธาตุที่ผ่านการแปรรูป
2. การจัดการซัพพลายเชนสำหรับโรงงานประกอบ EV (Inbound-to-Manufacturing – I2M)
DHL เป็นพาร์ตเนอร์หลักในการจัดเก็บและขนส่งแบตเตอรี่และชิ้นส่วน EV สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก พร้อมระบบควบคุม อุณหภูมิ ความชื้น และตำแหน่งแบบเรียลไทม์ เพื่อรับประกันความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

3. การขนส่งยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตเสร็จ (Finished EVs)
DHL มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่รองรับการขนส่งยานยนต์ไฟฟ้าทั้งทางทะเลและอากาศ รวมถึงต้นแบบรถยนต์ที่กำลังจะเปิดตัว เช่น ในปี 2024 DHL ได้ขนส่งต้นแบบ EV จากจีนไปยุโรป โดยมีการตรวจสอบสินค้าอันตราย (DG) และการจัดการพิธีการศุลกากร
4. การบริหารจัดการโลจิสติกส์หลังการขาย (EV Aftermarket)
DHL สร้างและบริหารเครือข่ายศูนย์กระจายอะไหล่ EV สำหรับ OEMs ชั้นนำในประเทศสำคัญของเอเชียแปซิฟิก เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
DHL Group กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำในซัพพลายเชน EV ด้วยโซลูชันที่ครอบคลุมทุกส่วนของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การขนส่งวัตถุดิบไปจนถึงการบริหารจัดการหลังการขาย การลงทุนในศูนย์ความเป็นเลิศ (COEs) ในเอเชียแปซิฟิก จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของ DHL ในการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก

