“ฝนหนักเกินขีดความสามารถการระบายน้ำ เมืองไทยต้องเปลี่ยนจากแก้ท่วมเป็นรู้ก่อนและเตรียมพร้อม” แนะ ใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาฯ เชื่อมโยงความเสี่ยงน้ำท่วมกับเศรษฐกิจเมือง การเตือนภัย และงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้รับมือปัญหาได้จริง
ฝนตกหนักอาจทำให้กรุงเทพฯ เผชิญน้ำท่วมได้ แม้ไม่มีน้ำเหนือหลากหรือน้ำทะเลหนุนสูงพร้อมกัน เมื่อปริมาณฝนเกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำ และพื้นที่เมืองมีข้อจำกัดในการซึมซับน้ำ ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่ฝนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมในการรับมือด้วย ประเด็นนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอ

ฝนหนักเพียงอย่างเดียวก็ท่วมได้ เมื่อเมืองระบายน้ำไม่ทัน
ความเสี่ยงน้ำท่วมของประเทศไทยไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันทุกครั้ง หากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือ ฝนที่ตกในพื้นที่ และน้ำทะเลหนุนสูงพร้อมกัน การเกิดน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ จากฝนตกหนักในพื้นที่เพียงอย่างเดียวก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน
ผศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า ระบบระบายน้ำที่ใช้เป็นมาตรฐานเดิมออกแบบให้รองรับฝนได้ประมาณ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หากฝนตกหนักเกินขีดความสามารถดังกล่าว น้ำอาจสะสมจนเกิดน้ำท่วมได้

กรณีฝนตกหนักในกรุงเทพฯ มีปริมาณฝนประมาณ 200 มิลลิเมตรในหนึ่งวัน และรวมราว 300 มิลลิเมตรในสองวัน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนรวมเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความเข้มข้นของฝนและการกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่กว้าง ซึ่งทำให้คลองและระบบระบายน้ำรับน้ำไม่ทัน
เมื่อฝนตกลงบนพื้นคอนกรีตและพื้นที่เมืองที่ซึมน้ำได้น้อย น้ำส่วนใหญ่จะไหลลงท่อและคลอง ก่อนถูกสูบออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา หากส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบเกิดข้อจำกัด น้ำก็อาจสะสมในพื้นที่ต่ำและก่อให้เกิดน้ำท่วมเฉพาะจุดได้
ฝนปริมาณ 20–30 เซนติเมตรภายในหนึ่งวันอาจเทียบเป็นน้ำประมาณ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ศักยภาพการระบายน้ำผ่านระบบปั๊ม อุโมงค์ และคลองที่กล่าวถึงอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการระบายน้ำออกจากเมืองอาจต้องใช้เวลา แม้ฝนจะหยุดตกแล้วก็ตาม

Climate Change ทำให้ต้องทบทวนข้อมูลฝนและการออกแบบเมือง
ความท้าทายอีกด้านคือการใช้ข้อมูลสภาพอากาศในอดีตเพื่อออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอนาคต ผศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ ระบุว่า เดิมมีการใช้สถิติฝนย้อนหลัง 30 ปีเป็นข้อมูลประกอบการเรียนการสอนและการออกแบบทางวิศวกรรม แต่รายงานในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นเหตุการณ์ฝนที่สูงกว่าสถิติเดิมในหลายกรณี
เมื่อรูปแบบฝนเปลี่ยนไป การออกแบบที่อ้างอิงสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ โดย รศ.ดร.เสวกชัย ตังอร่ามวงศ์ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เสนอว่าการออกแบบทางวิศวกรรมควรพิจารณาความเสี่ยงในระดับที่สูงขึ้น จากแนวคิดเดิมที่เผื่ออนาคต 50 ปี ไปสู่การพิจารณาสถิติ 100 ปี

นอกจากปริมาณฝนแล้ว ลักษณะทางกายภาพของเมืองยังเป็นตัวแปรสำคัญ การก่อสร้างถนนและสิ่งปลูกสร้างอาจเปลี่ยนเส้นทางน้ำ ขณะที่พื้นที่ซึมน้ำได้น้อยทำให้น้ำไหลลงระบบระบายเร็วขึ้น หากฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้างพร้อมกัน ระบบจึงต้องรับภาระจากหลายพื้นที่ในช่วงเวลาเดียวกัน
ในมุมของการจัดการความเสี่ยง โจทย์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มเครื่องสูบน้ำหรือขยายคลอง แต่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝน น้ำต้นทาง ระดับน้ำปลายทาง ความสามารถในการกักเก็บและระบาย ตลอดจนการเตือนภัยที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเตรียมตัวได้ทันเวลา
ศูนย์กันก่อนท่วมเสนอ 4 แนวทาง เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการลงมือทำ
รศ.ดร. วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และประธานศูนย์กันก่อนท่วม ระบุว่า ศูนย์ฯ จัดตั้งขึ้นในปี 2568 โดยมีเป้าหมายผลักดันการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระของชาติ ชุมชน และอนาคต พร้อมกำหนดภารกิจ 4 ด้าน ได้แก่
1. ใช้วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เป็นฐาน
นำข้อมูลและหลักวิชาการมาวิเคราะห์ข้อเท็จจริง คาดการณ์สถานการณ์น้ำ และสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิชาการระดับนานาชาติที่กล่าวถึงในการเสวนา เช่น MIT เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

2. สร้างชุมชนที่จัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง
ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้และเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมในระดับพื้นที่ โดยไม่พึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
3. เชื่อมโยงข้อมูลน้ำจากหลายหน่วยงาน
พัฒนาแนวทางบูรณาการข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกันและสามารถนำไปสู่การตัดสินใจได้จริง
4. ผลักดันการจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ
สร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงานและเปลี่ยนจากแผนงานไปสู่การปฏิบัติ โดยให้การบริหารจัดการน้ำเป็นโจทย์ร่วมของประเทศ

ในส่วนของการเตือนภัย รศ.ดร.เสวกชัย เสนอให้ภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ และแปลงผลการพยากรณ์หรือแบบจำลองให้เป็นคำเตือนที่ประชาชนเข้าใจได้ เช่น พื้นที่ใดมีความเสี่ยง ระดับน้ำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร และควรปฏิบัติตัวแบบใด
ข้อเสนอนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีข้อมูลจำนวนมากยังไม่เพียงพอ หากข้อมูลไม่ถูกแปลงเป็นคำแนะนำที่ชัดเจนและส่งถึงประชาชนทันเวลา
Water Lab จุฬาฯ ใช้งานวิจัยตอบโจทย์น้ำและชายฝั่ง
ภายในงาน Exclusive Media Briefing & Water Lab Visit “THE WATER WAKE-UP CALL” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 สื่อมวลชนได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและงานวิจัยด้านน้ำของภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งนำเสนอแนวทางศึกษาปัญหาน้ำผ่านการทดลองและเทคโนโลยีทางวิศวกรรม

- โกงกางเทียมลดพลังงานคลื่น
งานวิจัยของ รศ.ดร.บุศวรรณ บิดร ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มุ่งศึกษาการใช้โกงกางเทียมเพื่อช่วยสลายพลังงานคลื่นก่อนเข้าถึงชายฝั่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงการกัดเซาะชายหาดและระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง ผู้ให้ข้อมูลระบุว่าแนวคิดนี้มุ่งใช้วัสดุที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลในพื้นที่จริงควรพิจารณาจากข้อมูลการทดสอบและผลติดตามเพิ่มเติม
- ห้องทดลองน้ำผิวดินศึกษาความเร็วและตะกอน
อ.ดร.ธนวัฒน์ ตั้งจารุศรีธราธร ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ นำเสนอการใช้เทคนิค PIV หรือ Particle Image Velocimetry ซึ่งอาศัยภาพถ่ายต่อเนื่องเพื่อวัดความเร็วการไหล และศึกษาการกระจายตัวของตะกอนในระดับความลึกต่าง ๆ ข้อมูลจากการทดลองช่วยทำความเข้าใจพฤติกรรมของน้ำและตะกอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการศึกษาปัญหาการกัดเซาะและการทับถม
- Isotope Hydrology ช่วยสืบค้นแหล่งกำเนิดน้ำ
ผศ.ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ นำเสนอการใช้ไอโซโทปเพื่อศึกษาลักษณะของน้ำ รวมถึงการสืบค้นแหล่งกำเนิดและอายุของน้ำ ซึ่งสามารถนำความรู้ไปประกอบการวางแผนบริหารจัดการน้ำบาดาลและศึกษาประเด็นการปนเปื้อน โดยการประยุกต์ใช้ในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับโจทย์วิจัยและข้อมูลที่ต้องการตรวจสอบ

งานวิจัยทั้งสามด้านสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการน้ำครอบคลุมมากกว่าการป้องกันน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่การทำความเข้าใจการไหลของน้ำ การปกป้องชายฝั่ง ไปจนถึงการศึกษาทรัพยากรน้ำใต้ดิน
เตรียมพร้อมก่อนน้ำมา และปรับระบบให้รับความเสี่ยงใหม่
ในระดับครัวเรือน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอย่างน้อย 3 วัน เช่น น้ำดื่ม อาหาร และยา รวมถึงวางแผนย้ายรถไปยังพื้นที่สูงเมื่อมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า สำหรับบ้านที่มีความเสี่ยง ควรพิจารณาความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าและการจัดวางอุปกรณ์ให้เหมาะกับระดับน้ำที่อาจเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ในระดับเมืองและประเทศ การรับมือระยะยาวจำเป็นต้องพิจารณาทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น การกักเก็บและผันน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนระบบเตือนภัยที่แปลงผลวิเคราะห์เป็นคำแนะนำที่ประชาชนและภาคธุรกิจนำไปใช้ได้จริง
สำหรับภาคธุรกิจ ความเสี่ยงด้านน้ำควรถูกนำมาประกอบการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยเฉพาะการประเมินพื้นที่ตั้งโรงงาน การขนส่ง ระบบไฟฟ้า และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ รายละเอียดมาตรการต้องสอดคล้องกับลักษณะพื้นที่และข้อมูลความเสี่ยงเฉพาะจุด
ประเด็นสำคัญจากเวทีของศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ คือ ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมฝนได้ แต่สามารถพัฒนาความพร้อมในการรับมือได้ ตั้งแต่การใช้ข้อมูลที่ทันเวลา การเตือนภัยที่ชัดเจน การปรับโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการสร้างชุมชนที่รู้จักความเสี่ยงของตนเอง การเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดน้ำท่วมไปสู่การเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ จึงเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชน




