SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัว 2.5% รับแรงส่งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางสงครามและต้นทุนพลังงานสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดโต 2% จากมาตรการรัฐ การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน ฟื้นตัวลักษณะ K-shaped ชัดขึ้น ผลประโยชน์กระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ รายได้ครัวเรือนลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี สินเชื่อตึงตัว ตลาดแรงงานเปราะบาง
SCB WEALTH จัดกิจกรรม Wealth Community สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth ภายใต้หัวข้อ “Thailand Half-Year Outlook 2026 เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังฟื้นต่ออย่างไร: ในวันที่การเติบโตยังไม่ทั่วถึง” ถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดจากกระแส Artificial Intelligence หรือ AI
ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามที่ใช้กำลังทหารและสงครามการค้า ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก
สงครามยังเขย่าเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานลดช้า ต้นทุนธุรกิจยังสูง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางอื่นในภูมิภาคยังไม่กลับไปถึงครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดสงคราม สะท้อนว่าการฟื้นตัวของการขนส่งพลังงานยังเป็นไปอย่างล่าช้าหลังความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง
แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่ SCB EIC คาดว่าการลดลงจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจยังไม่กลับเข้าสู่ระดับเฉลี่ยก่อนเกิดสงครามในระยะอันใกล้ ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งยังเป็นแรงกดดันต่อทั้งเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ
ด้านสงครามการค้า แม้ยังสร้างความไม่แน่นอน แต่ผลกระทบต่อการค้าโลกที่ผ่านมาไม่ได้รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์ เนื่องจากการค้าในเอเชียยังสามารถขยายตัวได้ดี โดยภูมิภาคเอเชียเป็นฐานการผลิตสำคัญของสินค้าเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการนำเข้าสูง แม้การนำเข้าสินค้ากลุ่มอื่นจะชะลอตัวลง
ขณะเดียวกัน แม้การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ จะหดตัว แต่จีนยังสามารถรักษาการเติบโตของภาคส่งออกผ่านการขยายตลาดและระบายสินค้าเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น

AI กลายเป็นแรงพยุงเศรษฐกิจโลก คาดปี 2569 โต 2.5%
ดร.ปุณยวัจน์ SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัว 2.5% ก่อนปรับดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.6% ในปี 2570 เทียบกับอัตราการเติบโต 2.8% ในปี 2568 หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามและภาวะการเงินที่ยังตึงตัว
ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากทั้งปัจจัยบวกและลบของสงครามและกระแส AI โดย SCB EIC คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% ตลอดปี หากเงินเฟ้อไม่กลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.50% ในการประชุมเดือนกันยายน แม้เงินเฟ้อของยุโรปเริ่มชะลอลง แต่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2%
ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปีนี้ และอาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปี 2570 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2% แรงหนุนมาตรการรัฐ-ส่งออก-ลงทุนเอกชน
สำหรับประเทศไทย SCB EIC คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ประกอบกับภาคส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ดี
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง
ดร.ปุณยวัจน์ SCB EIC มองต่อไปว่า ในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงเล็กน้อยเหลือ 1.9% เนื่องจากแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐจะทยอยหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ K-shaped growth “ตัวเลขโต” แต่ผลประโยชน์ไม่กระจาย
ประเด็นที่ต้องจับตาคือ แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามและกำแพงภาษี แต่เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวกลับสะท้อนภาพการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง หรือ K-shaped growth ชัดเจนมากขึ้น
การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แตกต่างอย่างชัดเจนจากสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ และยังมีการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจภายในประเทศอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI มากเท่ากับตัวเลขการส่งออกที่ปรากฏ เนื่องจากสินค้าส่งออกกลุ่มดังกล่าวยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่มีต้นทุนสูง เช่น ชิปและเซมิคอนดักเตอร์
ดังนั้น แม้มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย รวมถึงผลต่อการจ้างงานและรายได้ภายในประเทศยังมีข้อจำกัด
FDI ไหลเข้า Data Center-AI แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในวงจำกัด
การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในประเทศไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของโลก หรือ Hyperscalers
เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในไทยปัจจุบันมีการกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Data Center และพลังงาน ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นมีขนาดลดลงมากเมื่อเทียบกับอดีต
แม้เม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตโดยรวมของประเทศยังไม่ได้ถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการขยายตัวส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีบางกลุ่ม ทำให้ผลบวกที่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอาจยังอยู่ในวงจำกัด เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคส่งออก
สัญญาณน่าห่วง รายได้ครัวเรือนไทยลดครั้งแรกในรอบ 6 ปี
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย คือ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยในปี 2025 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
ทั้งรายได้จากการทำงาน การลงทุน ทรัพย์สิน และดอกเบี้ยต่างปรับลดลง มีเพียงรายได้จากความช่วยเหลือของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มีบทบาทช่วยพยุงครัวเรือนรายได้น้อย
ขณะเดียวกัน การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไม่ได้หมายความว่าฐานะทางการเงินของประชาชนดีขึ้นทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายและการก่อหนี้มากขึ้น ประกอบกับสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ทั้งครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ครัวเรือนจำนวนมากจึงลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและชะลอการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง สะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัวและกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ
ตลาดแรงงานยังมีแนวโน้มเปราะบางเช่นกัน โดยจำนวนกิจการที่ปิดตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การเปิดกิจการใหม่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ของครัวเรือนในระยะข้างหน้า
ท่องเที่ยวเริ่มฟื้น แต่ยังเผชิญต้นทุนเดินทางสูง-การแข่งขันรุนแรง
สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาขยายตัว แต่ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นหลังเกิดสงคราม ประกอบกับการแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ยังต่ำกว่าระดับปี 2567
ด้านภาคเกษตรยังเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศที่ผันผวน การแข่งขันในตลาดโลก และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มหดตัว และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัด
SCB EIC คาด กนง.คงดอกเบี้ยตลอดปี 2569
SCB EIC มองว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทายสำหรับ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
กนง.จะ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้มีค่อนข้างน้อย
อย่างไรก็ตาม กนง.อาจยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน เพราะแรงกดดันด้านราคาอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทาน ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ครึ่งปีหลังใครได้ไปต่อ? AI-เทคโนโลยี-พลังงานทางเลือกยังมีโอกาส
สำหรับแนวโน้มภาคธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี ภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ยังมีธุรกิจบางกลุ่มที่มีโอกาสขยายตัว ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยี ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน ธุรกิจพลังงานทางเลือก รวมถึงบริการสุขภาพ ความงาม และการท่องเที่ยว
ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มหดตัวและจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศในระดับสูงและได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
รวมถึง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ตลอดจน สินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ภาพดังกล่าวทำให้โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า GDP จะขยายตัวได้เท่าไร แต่อยู่ที่ว่า การเติบโตจาก AI การส่งออก และเม็ดเงินลงทุนใหม่ จะสามารถส่งผ่านไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลาดแรงงาน รายได้ครัวเรือน และกำลังซื้อของประชาชนได้มากเพียงใด ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญภาพการเติบโตแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้น

