เกษตรกรเชียงราย – น่าน ระบุ ฝนตกหนักทำให้การติดผลกาแฟปีนี้ ลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การยกระดับความรู้ด้านหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และการพัฒนาคุณภาพกาแฟโรบัสต้าภาคเหนือ กำลังเป็นอีกแนวทางเพิ่มศักยภาพผลผลิตเพื่อรองรับตลาดกาแฟคุณภาพ
สภาพอากาศแปรปรวนกดดันผลผลิต เร่งหาทางยกระดับกาแฟไทย
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นโจทย์สำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ทั้งด้านปริมาณผลผลิต ความสม่ำเสมอของผลสุก และการจัดการโรคพืช ขณะเดียวกัน ตลาดกาแฟคุณภาพยังเป็นโอกาสให้ไทยพัฒนาผลผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ข้อมูลในรายงานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผลผลิตกาแฟโรบัสต้าประมาณ 8,500–9,500 ตัน หรือคิดเป็นราว 55–58% ของผลผลิตกาแฟไทยทั้งหมด โดยแหล่งปลูกโรบัสต้าหลักอยู่ในภาคใต้
อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายและน่านในภาคเหนือได้รับความสนใจในฐานะพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนากาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) โดยเฉพาะการเพิ่มคุณภาพกาแฟโรบัสต้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดมูลค่าสูง
ตลาดกาแฟไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 65,000 ล้านบาท สะท้อนขนาดของอุตสาหกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพัฒนาคุณภาพและสร้างความแตกต่างของสินค้าได้ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวควรตรวจสอบกับรายงานต้นทางก่อนนำไปอ้างอิงในเชิงสถิติ

อายิโนะโมะโต๊ะสนับสนุนเกษตรกรเชียงราย-น่าน ผ่านแนวทาง GAP
บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ เอฟดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ ดำเนินโครงการ Thai Farmer Better Life Partner เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย โดยนำหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ Good Agricultural Practices (GAP) มาเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพผลผลิต และพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ
แนวทางสนับสนุนประกอบด้วยการถ่ายทอดความรู้ การทดลองในพื้นที่เพาะปลูกจริง และการสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์เคมีตราอามิเมท ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารอาหารจากผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตผงชูรส รวมถึงความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมของบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะเพื่อค้นหาเทคโนโลยีและวิธีการใหม่ ๆ สำหรับเกษตรกร
สุพรรณี ไม้สนธิ์ ผู้จัดการหน่วยงาน Production and Development บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ เอฟดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การเพาะปลูกกาแฟไทยยังมีข้อจำกัดจากการพึ่งพาสภาพธรรมชาติและน้ำฝน รวมถึงปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช เมื่อรวมกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ จึงเพิ่มความท้าทายต่อเกษตรกร
บริษัทจึงมองว่า การพัฒนาพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้าในภาคเหนือเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มศักยภาพการผลิตกาแฟคุณภาพ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น

เกษตรกร 1,125 คนร่วมสัมมนา พร้อมมอบต้นกาแฟ 1,480 ต้น
ในการประชุมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟประจำปี 2569 ที่จังหวัดเชียงราย บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ เอฟดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ เทวาภิรมย์ และกลุ่มเกษตรกรเชียงราย-น่าน จัดสัมมนาถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนากาแฟโรบัสต้าให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและน่าน จำนวน 1,125 คน พร้อมมอบต้นกาแฟจำนวน 1,480 ต้น
กิจกรรมมุ่งให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตและการรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้กับการดูแลแปลงกาแฟของตนเอง
ประพัตร พรหมเรืองฤทธิ์ และเอกพงษ์ แซ่ย่าง ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรเชียงราย-น่าน ระบุว่า ฝนตกหนักในปีนี้ส่งผลให้การติดผลเมล็ดกาแฟลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งผลสุกไม่พร้อมกันและมีปัญหาเชื้อราที่ทำให้เมล็ดกาแฟร่วง ส่งผลให้การเก็บเกี่ยวทำได้ยากขึ้น
เกษตรกรทั้งสองระบุว่าจะนำความรู้ด้าน GAP และมาตรฐานกาแฟไปปรับใช้ โดยเฉพาะการนำดินไปตรวจวิเคราะห์เพื่อใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับความต้องการของต้นกาแฟ ตลอดจนการบันทึกข้อมูลการเพาะปลูกและต้นทุนในแต่ละปี พร้อมตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตเป็น 2 เท่าในฤดูกาลนี้

จากการเพิ่มผลผลิตสู่การสร้างคุณภาพและความพร้อมของตลาด
การพัฒนากาแฟโรบัสต้าภาคเหนือไม่ได้มีเพียงโจทย์เรื่องปริมาณผลผลิต แต่ยังรวมถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพ การจัดการต้นทุน และความสามารถในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ
การนำความรู้ด้าน GAP ไปใช้จริง การตรวจวิเคราะห์ดิน การบันทึกต้นทุน และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ จึงเป็นแนวทางที่ควรติดตามว่าช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการแปลงกาแฟได้ดีขึ้นเพียงใด รวมถึงผลผลิตและคุณภาพกาแฟในฤดูกาลถัดไปจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
สำหรับอุตสาหกรรมกาแฟไทย การพัฒนาศักยภาพพื้นที่ปลูกในเชียงรายและน่านเป็นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกด้านวัตถุดิบและขยายการผลิตกาแฟคุณภาพ แต่ผลสำเร็จในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับผลผลิตจริง การจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และความต้องการของตลาด
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Thai Farmer Better Life Partner ได้ที่
https://www.ajinomoto.co.th/th/well-being/thai-farmer-better-life-partner-project



