GC พัฒนา Bio-Muconic Acid ใช้ชานอ้อยและกากมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ ผ่านเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์และการหมักแบบแม่นยำ จนสามารถขยายการผลิตสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมด้วยถังหมักขนาด 50,000 ลิตรในปี 2568 ล่าสุด ได้รับโล่เชิดชูเกียรติผลงานเทคโนโลยีโดดเด่น ประจำปี 2569
ชานอ้อยและกากมันสำปะหลัง สามารถพัฒนาให้มีคุณค่ามากกว่าการเป็นวัสดุเหลือใช้ เมื่อใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เปลี่ยนช่านอ้อย และกากมันสำปะหลัง เป็นกรดไบโอมิวโคนิก (Bio-Muconic Acid) ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษและไนลอนชีวภาพได้ ซึ่ง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้ขยายการผลิตสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม ด้วยถังหมักขนาด 50,000 ลิตรในปี 2568 ก่อนคว้ารางวัลเชิดชูเกียรติผลงานเทคโนโลยีโดดเด่น ประจำปี 2569 ภายในงาน Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2026 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นการสะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทางการเกษตร
จากชานอ้อยและกากมันสำปะหลัง สู่สารเคมีชีวภาพมูลค่าสูง
หัวใจของผลงาน “นวัตกรรมการผลิตกรดไบโอมิวโคนิก ด้วยชีววิทยาสังเคราะห์และการหมักแบบแม่นยำ เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศไทย” คือการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของไทย ได้แก่ ชานอ้อยและกากมันสำปะหลัง มาเป็นวัตถุดิบในการผลิต Bio-Muconic Acid หรือกรดไบโอมิวโคนิก สารเคมีชีวภาพที่สามารถนำไปพัฒนาต่อเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้หลายประเภท

ศักยภาพการใช้งานครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ วัสดุสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และสีเคลือบ ไปจนถึงไนลอน 6,6 ชีวภาพ ซึ่งสามารถนำไปผลิตเส้นใยสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอได้
การนำทรัพยากรเหลือใช้กลับมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมจึงเปิดโอกาสเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร พร้อมสร้างทางเลือกในการผลิตสารเคมีที่ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเคมีเพียงอย่างเดียว
ใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ ขยายการผลิตสู่ถังหมัก 50,000 ลิตร
การพัฒนา Bio-Muconic Acid ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัย GC ดำเนินการทดลองมากกว่า 200 ครั้ง ก่อนขยายขนาดการผลิตสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมด้วยถังหมักขนาด 50,000 ลิตร ได้สำเร็จในปี 2568 โดยข้อมูลระบุว่าเ ป็นการดำเนินการครั้งแรกของโลกในระดับดังกล่าว
เบื้องหลังความก้าวหน้านี้ประกอบด้วยเทคโนโลยีสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) สำหรับพัฒนาจุลินทรีย์ให้ผลิตสารเป้าหมาย การหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) เพื่อควบคุมกระบวนการผลิต และการพัฒนาวิธีแยกสารให้มีความบริสุทธิ์สูง

การขยายขนาดการผลิตจากถังหมักขนาดเล็กไปสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีให้พร้อมสำหรับการต่อยอดในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระดับกึ่งอุตสาหกรรมยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าการผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบเกิดขึ้นแล้ว
ความร่วมมือกับ Toray เปิดทางสู่ไนลอน 6,6 ชีวภาพ
GC ได้ร่วมมือกับ Toray Industries, Inc. บริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่น เพื่อพัฒนา Bio-Muconic Acid ต่อไปเป็นกรดอะดิปิกชีวภาพ (Bio-based Adipic Acid) ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตไนลอน 6,6 ชีวภาพ ความร่วมมือนี้ เชื่อมโยงการพัฒนาวัตถุดิบจากภาคเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมวัสดุที่มีมูลค่าสูง โดยมีเป้าหมายในการสร้างทางเลือกจากทรัพยากรชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิล
สำหรับภาคอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบทางเลือกสำหรับการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์หลายประเภท ขณะที่ภาคเกษตรมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ หากเทคโนโลยีสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตและการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง
ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลในต้นฉบับเกี่ยวกับกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ ต้นทุนการผลิต หรือปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ จึงยังไม่สามารถสรุปผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงปริมาณได้

จากความสำเร็จด้านวิจัย สู่การต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม
รางวัลเชิดชูเกียรติผลงานเทคโนโลยีโดดเด่น ประจำปี 2569 เป็นการยกย่องผลงานวิจัยของ GC ที่นำชีววิทยาสังเคราะห์และการหมักแบบแม่นยำมาใช้เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยบริษัทระบุว่าความสำเร็จนี้สอดคล้องกับแนวคิด GC StandOut Through INnovation ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญให้เกิดเป็นนวัตกรรม
ขั้นตอนที่ควรติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ ความคืบหน้าในการพัฒนา Bio-based Adipic Acid ร่วมกับ Toray ความพร้อมในการขยายการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพเมื่อเทียบกับวัตถุดิบจากฟอสซิล
หากสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้ การใช้ชานอ้อยและกากมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบสำหรับเคมีชีวภาพก็อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเชื่อมโยงภาคเกษตรไทยกับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานชีวภาพในระยะยาว



