เจาะโมเดลอุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำของกลุ่มมิตรผล จาก Carbon Neutrality 3 โรงงาน สู่การลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า รับมือความเสี่ยงภูมิอากาศและกติกาการค้าโลก
วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนโจทย์ของภาคเกษตรอุตสาหกรรม จากเดิมที่มุ่งเพิ่มผลผลิตและควบคุมต้นทุน ไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพราะวันนี้ อุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำ ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงตลาด และความเชื่อมั่นของคู่ค้า
กลุ่มมิตรผล ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลและธุรกิจต่อเนื่องของไทย จึงเดินหน้าปรับกระบวนการผลิตตั้งแต่ไร่อ้อย โรงงาน พลังงาน การขนส่ง ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ พร้อมตั้งเป้ามุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการพัฒนาโรงงานสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality โดยปัจจุบันมีโรงงานในกลุ่มที่ได้รับการรับรองแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ อุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี อุทยานมิตรผลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนคำถามสำคัญของธุรกิจเกษตรไทยว่า จะเปลี่ยนความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้อย่างไร

วิกฤตภูมิอากาศเร่งภาคเกษตรสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
รายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า ช่วงปี 2015–2025 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติ สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศ ปริมาณน้ำ และความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังเชื่อมโยงกับรายได้ของเกษตรกร ต้นทุนวัตถุดิบ ความต่อเนื่องของการผลิต และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
ข้อมูลที่ระบุในต้นทางชี้ว่า Climate Risk Index 2026 จัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 17 ของประเทศที่มีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ขณะที่ ND-GAIN จัดอันดับความพร้อมในการปรับตัวของไทยไว้ที่ 123 จาก 192 ประเทศ ส่วนการประเมินของธนาคารโลกที่อ้างถึงในต้นทางระบุว่า หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ไทยลดลง 7–14% ภายในปี 2050
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การปรับตัวด้านภูมิอากาศเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง
การลดคาร์บอนกลายเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้า
แรงกดดันอีกด้านมาจากกติกาการค้าและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น ทั้งกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM กฎระเบียบสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR ตลอดจนความคาดหวังเรื่องการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดเหล่านี้มีขอบเขตแตกต่างกัน โดย CBAM ครอบคลุมสินค้าตามที่กฎหมายกำหนด ส่วน EUDR มุ่งจัดการความเสี่ยงจากการตัดไม้ทำลายป่าในสินค้าและห่วงโซ่อุปทานที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย จึงไม่ควรตีความว่าธุรกิจเกษตรทุกประเภทอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเดียวกันทั้งหมด

สำหรับผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรม ประเด็นสำคัญคือการเตรียมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการขนส่งและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจมีผลต่อการคัดเลือกซัพพลายเออร์ การเข้าถึงตลาด และความเชื่อมั่นของคู่ค้าในระยะยาว
มิตรผลกับการพัฒนาโรงงาน Carbon Neutral
กลุ่มมิตรผลดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตรไทยมายาวนานกว่า 70 ปี โดยวางแนวทางความยั่งยืนให้ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวไร่ พนักงาน ชุมชน คู่ค้า และผู้บริโภค
ในปี 2022 กลุ่มบริษัทประกาศเจตนารมณ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 และนำแนวคิดการพัฒนาโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน
อุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการรับรอง Carbon Neutral Complex ในปี 2023 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ TGO และได้รับการรับรองต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ตามข้อมูลจากบริษัท
ต่อมาในปี 2026 อุทยานมิตรผลภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ได้รับการรับรอง Carbon Neutrality เพิ่มเติม ทำให้กลุ่มมิตรผลมีโรงงานที่ได้รับการรับรองแล้วรวม 3 แห่ง
จากโรงงานต้นแบบสู่การขยายผล
การพัฒนาโรงงานแห่งแรกให้บรรลุเป้าหมายด้านคาร์บอนเป็นจุดเริ่มต้น แต่การนำแนวทางบริหารจัดการไปประยุกต์ใช้ในโรงงานอื่นเป็นอีกขั้นของการเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วยให้บริษัทพัฒนาระบบการดำเนินงานและต่อยอดบทเรียนจากแต่ละพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

บรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล ระบุว่า การขับเคลื่อนสู่ Net Zero ต้องอาศัยทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ให้แก่บุคลากร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนแนวทางทำงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต และขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การลดคาร์บอนไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีหรือการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมของคนในองค์กรควบคู่กัน
ทั้งนี้ การได้รับการรับรอง Carbon Neutrality ไม่ได้หมายความว่าโรงงานไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย แต่เป็นการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์การประเมินและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การพิจารณาความก้าวหน้าระยะยาวยังต้องดูการลดการปล่อยจริงในกระบวนการผลิตและความคืบหน้าตามเป้าหมาย Net Zero ประกอบกัน
4 กลยุทธ์มิตรผล สร้างอุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำ
เส้นทางสู่ Net Zero ของกลุ่มมิตรผลไม่ได้จำกัดอยู่ที่การบริหารจัดการคาร์บอนในโรงงาน แต่ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การเพาะปลูกวัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์และการส่งมอบให้ลูกค้า โดยมีแนวทางสำคัญ 4 ด้าน
1. ต้นน้ำ: ยกระดับไร่อ้อยสู่ Mitr Phol ModernFarm
ภาคเกษตรเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของห่วงโซ่การผลิตน้ำตาล การพัฒนาไร่อ้อยสมัยใหม่ภายใต้แนวทาง Mitr Phol ModernFarm จึงมีบทบาทในการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับมาตรฐานความยั่งยืน เช่น Bonsucro และ VIVE Programme ตามที่บริษัทระบุ
ในเชิงธุรกิจ การยกระดับการเพาะปลูกมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ความต่อเนื่องของวัตถุดิบ และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ด้านคาร์บอนต้องพิจารณาจากวิธีปฏิบัติจริงในไร่ เช่น การใช้ปุ๋ย การจัดการดิน การใช้น้ำ การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการใช้เครื่องจักร ตลอดจนข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่พิจารณาจากชื่อโครงการหรือมาตรฐานเพียงอย่างเดียว
2. กลางน้ำ: ใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
การผลิตน้ำตาลเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและทรัพยากรในหลายขั้นตอน กลุ่มมิตรผลระบุถึงการใช้พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต
แนวทางนี้มีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน และอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในระยะยาว
ในมุมมองการแข่งขัน ประเด็นที่ควรติดตามต่อไปคือสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ใช้จริง ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิต และการเปลี่ยนแปลงต้นทุนพลังงาน เพราะตัวชี้วัดเหล่านี้จะช่วยประเมินได้ว่าการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด
3. ปลายน้ำ: สร้าง Green Chain และระบบขนส่งรักษ์โลก
การลดคาร์บอนในโรงงานอาจไม่ครอบคลุมผลกระทบทั้งหมด หากการขนส่งและกิจกรรมของคู่ค้ายังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง
กลุ่มมิตรผลจึงระบุถึงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Chain และการขนส่งรักษ์โลก เพื่อเชื่อมโยงแนวทางความยั่งยืนไปยังพันธมิตรทางธุรกิจ
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือการมองการลดคาร์บอนในระดับห่วงโซ่คุณค่า แทนการพิจารณาเฉพาะพื้นที่โรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ตลาดให้ความสำคัญกับข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต้นน้ำและปลายน้ำมากขึ้น
4. ผลิตภัณฑ์: พัฒนาบรรจุภัณฑ์และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
อีกหนึ่งแนวทางคือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน
การดำเนินงานในส่วนนี้ต้องพิจารณามากกว่าการเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปริมาณวัสดุที่ใช้ ความสามารถในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ ระบบจัดเก็บและคัดแยก ตลอดจนผลกระทบจากการผลิตและขนส่ง
สำหรับธุรกิจ การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นทั้งโจทย์สิ่งแวดล้อมและโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาด

จาก Carbon Neutrality สู่ Net Zero: โจทย์ที่ต้องพิสูจน์
การที่กลุ่มมิตรผลมีโรงงานได้รับการรับรอง Carbon Neutrality แล้ว 3 แห่ง ถือเป็นหมุดหมายของการขยายแนวทางบริหารจัดการคาร์บอนภายในองค์กร แต่การเดินทางสู่ Net Zero ในปี 2050 ยังต้องอาศัยการดำเนินงานต่อเนื่องในระยะยาว
สิ่งที่ตลาดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรติดตาม ได้แก่
- การลดการปล่อยจริง: ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจากกระบวนการผลิตเมื่อเทียบกับปีฐาน
- การขยายผลตลอดห่วงโซ่: ความคืบหน้าในการลดการปล่อยจากการเพาะปลูก การขนส่ง และคู่ค้า
- ความโปร่งใสของข้อมูล: การเปิดเผยขอบเขตการประเมิน วิธีคำนวณ และผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้
ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ: การเปลี่ยนแปลงด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการตอบสนองข้อกำหนดของลูกค้า
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างการได้รับการรับรองตามเกณฑ์หนึ่ง กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องในภาพรวมของธุรกิจ
สำหรับภาคเกษตรอุตสาหกรรมไทย บทเรียนสำคัญคือการสร้างความยั่งยืนต้องเริ่มจากระบบการผลิตที่วัดผลได้ และขยายความร่วมมือจากองค์กรไปสู่เกษตรกร คู่ค้า และตลาดปลายทาง
อุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำต้องเปลี่ยนทั้งระบบ
อุตสาหกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำไม่ได้หมายถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะในโรงงาน แต่คือการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูกวัตถุดิบ การใช้พลังงาน กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์
โมเดลของกลุ่มมิตรผลสะท้อนแนวทางดังกล่าว โดยใช้โรงงานที่ได้รับการรับรอง Carbon Neutrality เป็นจุดเริ่มต้น แล้วเชื่อมโยงการลดคาร์บอนไปยังไร่อ้อย พลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเป้าหมาย Net Zero 2050 จะต้องประเมินจากการลดการปล่อยจริง ระบบข้อมูลที่โปร่งใส และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงจำนวนโรงงานที่ได้รับการรับรอง
เมื่อเชื่อมโยงกลับไปยังโจทย์ตั้งต้นของภาคเกษตรไทย การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรคาร์บอนต่ำจึงเป็นทั้งภารกิจรับมือวิกฤตภูมิอากาศและกลยุทธ์สร้างความสามารถในการแข่งขัน หากธุรกิจสามารถวัดผล ลดการปล่อย และขยายความร่วมมือได้ตลอดห่วงโซ่ โมเดลนี้ย่อมมีศักยภาพในการเป็นแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลก




