ชุมชนราว 300 คน 150 หลังคาเรือน ที่ “บ้านห้วยต้า” จ.อุตรดิตถ์ กำลังจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มขึ้น GULF ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่โรงเรียนบ้านห้วยต้าวิทยา เปิดโอกาสมี “ไฟฟ้าใช้” เชื่อมการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และสื่อการเรียนรู้ และระบบน้ำสะอาด สะท้อนอีกบทบาทของพลังงานหมุนเวียนในการลดช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนห่างไกล
บ้านห้วยต้า 300 คน กับข้อจำกัดของการเข้าถึงไฟฟ้า
“ไฟฟ้า” อาจเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่สำหรับพื้นที่ห่างไกล ข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ยังทำให้การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานไม่เท่าเทียมกัน เช่นที่ บ้านห้วยต้า ต.นางพญา อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ชุมชนที่มีประชากรราว 300 คน หรือประมาณ 150 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมงน้ำจืด ตั้งอยู่บริเวณกลางเกาะเหนือเขื่อนสิริกิติ์
Thai PBS C-Site ระบุว่า ชุมชนแห่งนี้ไม่มีเส้นทางรถยนต์เข้าถึง และต้องเดินทางด้วยเรือเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ส่งผลให้การเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะไฟฟ้า มีข้อจำกัด
โจทย์ของบ้านห้วยต้าจึงไม่ใช่เพียง “จะผลิตไฟฟ้าจากแหล่งใด” แต่รวมถึงจะนำระบบพลังงานที่เหมาะสมเข้าไปอยู่ใกล้กับผู้ใช้งานได้อย่างไร
GULF Development เลือกบ้านห้วยต้า เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” หลังพิจารณาความจำเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระดับการเข้าถึงไฟฟ้า และศักยภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน
Solar + Battery เมื่อพลังงานสะอาดเชื่อม ‘การศึกษา-ดิจิทัล-น้ำสะอาด’
แผนงานสำคัญคือการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar PV ควบคู่กับแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่โรงเรียนบ้านห้วยต้าวิทยา
การมี Battery ทำให้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้สามารถกักเก็บไว้สำหรับใช้งานในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ตรงกับช่วงผลิตไฟ ซึ่งมีความสำคัญต่อพื้นที่ที่ไม่สามารถพึ่งพาระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่
โครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” นอกจากส่งมอบแสงสว่างแล้ว สำหรับโรงเรียน ไฟฟ้าจะเพิ่มความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ ทำให้เด็กและเยาวชนมีช่องทางเชื่อมต่อข้อมูลและโลกภายนอกมากขึ้น ส่วนชุมชน พลังงานยังถูกเชื่อมกับการเข้าถึงระบบน้ำสะอาดและปลอดภัย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาวะและคุณภาพชีวิต
Energy Access ทำไม ‘ไฟฟ้า’ จึงเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ
ในมุมความยั่งยืน แนวคิด Energy Access ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีสายไฟหรือหลอดไฟ แต่ครอบคลุมการเข้าถึงพลังงานที่เพียงพอ เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้สนับสนุนการดำรงชีวิต การศึกษา สุขภาพ การสื่อสาร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
เมื่อพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะ Solar PV ที่ทำงานร่วมกับ Battery Energy Storage ซึ่งสามารถผลิตและเก็บพลังงานใกล้กับจุดใช้งาน
กรณีบ้านห้วยต้า เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายด้านพร้อมกัน ทั้ง SDG 7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้, SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ, SDG 6 น้ำสะอาดและสุขาภิบาล และ SDG 10 การลดความเหลื่อมล้ำ
อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนในระยะยาว สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือระบบสามารถจ่ายไฟได้เพียงใด มีการบำรุงรักษาอย่างไร และทำให้ผลลัพธ์ด้านการศึกษา สุขภาพ และรายได้ของชุมชนเปลี่ยนแปลงจริงมากน้อยแค่ไหน
จากโครงการ CSR สู่การใช้ Core Competency แก้ปัญหาสังคม
สำหรับภาคธุรกิจ แนวทางการดำเนินโครงการนี้ เป็นรูปแบบการนำความเชี่ยวชาญจากธุรกิจหลัก หรือ Core Competency มาประยุกต์แก้โจทย์ทางสังคม
GULF เริ่มโครงการ GULF Sparks, Life Starts เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานแสงอาทิตย์แก่พื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงไฟฟ้า โดยโครงการนำร่องในปี 2566 ครอบคลุมโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ จ.พิษณุโลก และเกาะทุ่งนางดำ จ.พังงา พร้อมส่งวิศวกรให้ความรู้เรื่องการดูแลระบบแก่ชุมชน
ข้อมูลที่บริษัทเผยแพร่ในเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า หากรวม 3 โครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำพลังงานสะอาดไปสนับสนุนพื้นที่ห่างไกล ได้แก่ GULF Sparks, Life Starts, Green Energy Green Network for THAIs ที่ทำร่วมกับ AIS และโครงการระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตรที่ จ.อุดรธานี ครอบคลุม 18 ชุมชน มีกำลังผลิตรวม 102.9 กิโลวัตต์ และมีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 10,000 คน
เฉพาะ GULF Sparks, Life Starts ข้อมูลระบุว่าครอบคลุม 5 พื้นที่ กำลังผลิต 38.5 กิโลวัตต์ และเข้าถึงประชาชนมากกว่า 2,000 คน ขณะที่เป้าหมายบนเว็บไซต์ด้านความยั่งยืนของบริษัทระบุความตั้งใจยกระดับคุณภาพชีวิตมากกว่า 30 ชุมชนภายในระยะเวลา 5 ปี
ตัวเลขดังกล่าวทำให้การประเมินโครงการควรแยกให้ชัดระหว่าง “จำนวนพื้นที่ของ GULF Sparks” กับ “ผลรวมของหลายโครงการด้านพลังงานเพื่อชุมชน” เพื่อไม่ให้ขอบเขต Social Impact ถูกตีความเกินข้อมูลที่เปิดเผย
พลังงานสะอาดจะลดความเหลื่อมล้ำได้ ต้องวัดมากกว่าจำนวนแผงโซลาร์
สำหรับภาคธุรกิจ บทเรียนสำคัญจากกรณีบ้านห้วยต้าอาจไม่ใช่เพียงการนำงบ CSR ไปติดตั้งอุปกรณ์ แต่คือแนวคิด Shared Value ที่นำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญจากธุรกิจหลักมาช่วยแก้ปัญหาที่สังคมเผชิญ
แต่ตัวชี้วัดในระยะต่อไปควรก้าวพ้นจำนวนสถานที่ จำนวนแผง หรือกำลังผลิตติดตั้ง
คำถามที่สำคัญกว่าคือ หลังมี Solar + Battery แล้ว โรงเรียนมีไฟฟ้าใช้งานเพิ่มขึ้นกี่ชั่วโมงต่อวัน เด็กเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเพียงใด ระบบน้ำสะอาดรองรับประชาชนได้กี่คน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลงหรือไม่ และชุมชนสามารถดูแลระบบได้ด้วยตนเองในระยะยาวหรือไม่
ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ว่า “Clean Energy” สามารถเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโอกาสได้จริงเพียงใด
ขั้นตอนต่อไปของบ้านห้วยต้าคือการติดตั้งระบบ Solar + Battery ที่โรงเรียนบ้านห้วยต้าวิทยา แต่สำหรับมุมมองด้านความยั่งยืน จุดที่ควรจับตาหลังจากระบบเริ่มใช้งานจริงมีอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ ความเพียงพอและเสถียรภาพของไฟฟ้า ผลต่อการเรียนรู้และ Digital Access การเข้าถึงน้ำสะอาด และความสามารถของชุมชนในการบริหารและบำรุงรักษาระบบในระยะยาว


