TSB เปลี่ยน พื้นที่จัดแสดงศิลปะ” สู่ “พื้นที่สาธารณะ” นำผลงานของศิลปินออทิสติกมาตกแต่งบนเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าที่ให้บริการจริงในแม่น้ำเจ้าพระยา เปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นพื้นที่ศิลปะเคลื่อนที่และพื้นที่แสดงศักยภาพของคนออทิสติก เผยการสร้างความเท่าเทียมไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือ แต่คือการเปิดพื้นที่ในชีวิตประจำวันให้ความสามารถของคนออทิสติกถูกมองเห็นและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม
ไทย สมายล์ โบ้ท (TSB) นำผลงานของศิลปินออทิสติกมาต่อยอดจากผืนผ้าใบสู่เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าที่ให้บริการจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยา เปลี่ยนเรือสาธารณะให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะเคลื่อนที่ ซึ่งทำให้ผลงานของศิลปินเดินทางไปพบผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว และประชาชนในชีวิตประจำวัน
แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับนิทรรศการ “It’s OK to Be Artist 2 : The Best Version of Me” ซึ่งรวบรวมผลงานจากศิลปินออทิสติก 39 คน จัดแสดงที่ River City Bangkok ระหว่างวันที่ 4–27 กันยายน 2569 โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี ข้อมูลจากผู้จัดที่เผยแพร่ก่อนเปิดงานระบุว่า นิทรรศการครั้งนี้มีผลงานมากกว่า 200 ชิ้น ภายใต้แนวคิดที่ชวนศิลปินถ่ายทอดพื้นที่ซึ่งทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยและสามารถเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
จากแกลเลอรีสู่ระบบขนส่ง เมื่อ “พื้นที่แห่งโอกาส” ไม่ต้องมีผนัง
แทนที่จะจำกัดผลงานไว้ในพื้นที่นิทรรศการ TSB ร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย, Artstory by Autistic Thai และภาคีเครือข่าย นำลวดลายจากผลงานศิลปะมาตกแต่งเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% ขนาด 19 เมตร ภายใต้แนวคิด “The Best Version of Autism Artist”
ผลลัพธ์คือเรือที่ทำหน้าที่มากกว่าการพาผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่กลายเป็น “Moving Art Space” ที่พางานของศิลปินออทิสติกเข้าสู่พื้นที่สาธารณะโดยตรง

ความแตกต่างของแนวทางนี้อยู่ที่คำว่า Visibility หรือการถูกมองเห็น
การสนับสนุนคนออทิสติกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อสังคมบริจาคหรือเข้าไปช่วยเหลือ แต่เกิดขึ้นได้เมื่อพื้นที่ของธุรกิจและเมืองเปิดโอกาสให้ผลงาน ความสามารถ และตัวตนของพวกเขาปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับคนกลุ่มอื่น
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นประธานเปิดนิทรรศการ ให้มุมมองว่า คนออทิสติกมีคุณค่าในตัวเอง และสิ่งสำคัญคือการค้นหาจุดเด่นพร้อมเปิดโอกาสให้ความสามารถเหล่านั้นได้แสดงออก โดยชี้ให้เห็นด้วยว่าการซื้อผลงานของศิลปินไม่ควรเกิดจากความสงสาร แต่ควรเกิดจากคุณค่าและคุณภาพของตัวงานเอง
กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทย สมายล์ โบ้ท (TSB) กล่าวว่า แนวคิดนี้มีความหมายต่อโมเดลการสร้างความเท่าเทียม เพราะเป็นการขยับจาก Charity-based approach หรือการช่วยเหลือ ไปสู่ Capability-based approach ที่มองคนจากความสามารถและศักยภาพในการสร้างคุณค่า
คนพิการออทิสติกที่จดทะเบียนกว่า 27,000 คน กับโจทย์การมีส่วนร่วมในสังคม
ความสำคัญของ “พื้นที่แห่งโอกาส” เห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมองภาพใหญ่ของประเทศไทย
ข้อมูลในแผนปฏิบัติการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประจำปี 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีคนพิการที่จดทะเบียนรวม 2,242,693 คน ในจำนวนนี้เป็นความพิการทางออทิสติก 27,460 คน หรือ 1.22%
ในกลุ่มคนพิการวัยแรงงานอายุ 15–60 ปีทั้งหมด 807,879 คน มีผู้ประกอบอาชีพ 196,018 คน หรือประมาณ 24.26% ขณะที่ 390,533 คน หรือ 48.34% ถูกระบุว่าไม่ได้ประกอบอาชีพ ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมคนพิการทุกประเภท ไม่ได้หมายถึงคนออทิสติกโดยเฉพาะ แต่สะท้อนให้เห็นช่องว่างด้านโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ในระบบโดยรวม

สำหรับ Artstory by Autistic Thai การนำงานศิลปะไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้องค์กรได้พัฒนาผลงานของศิลปินออทิสติกไปสู่สินค้าและความร่วมมือกับภาคธุรกิจหลายรูปแบบ แนวคิดสำคัญคือเปลี่ยน “งานศิลปะ” ให้กลายเป็นช่องทางสร้างทักษะ อาชีพ รายได้ และการยอมรับในสังคม
วรัท จันทยานนท์ ผู้บริหาร Artstory by Autistic Thai ให้สัมภาษณ์ก่อนการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า การได้ทำงานร่วมกับแบรนด์ขนาดใหญ่ช่วยให้แบรนด์ขนาดเล็กเติบโตและเป็นที่รู้จักเร็วขึ้น สะท้อนอีกด้านหนึ่งว่า Partnership ระหว่างองค์กรธุรกิจกับ Social Enterprise สามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางขยายตลาดและสร้างการรับรู้ให้กับผู้สร้างงานได้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR ระยะสั้น
Social Sustainability ไม่ใช่เพียง “ช่วยคน” แต่ต้องออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
ในมุมการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ SDG 10: Reduced Inequalities ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้เกิดการมีส่วนร่วมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของทุกคน รวมถึงคนพิการ
ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงกับ SDG 11: Sustainable Cities and Communities ที่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเมืองสีเขียวหรือระบบขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเท่านั้น แต่ครอบคลุมการทำให้เมืองและพื้นที่สาธารณะ “Inclusive and Accessible” สำหรับทุกคนด้วย
นี่ทำให้กรณี TSB มีมิติที่น่าสนใจกว่าการนำงานศิลปะมาตกแต่งเรือ
เพราะเรือลำเดียวกันกำลังทำงานในสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ Environmental Sustainability ผ่านการใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า และ Social Sustainability ผ่านการเปิดพื้นที่ของระบบขนส่งให้ผลงานของคนออทิสติกเข้าสู่สายตาสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม การตกแต่งเรือด้วยผลงานศิลปะเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถใช้สรุปว่าองค์กรหรือระบบขนส่งนั้น “Inclusive” อย่างสมบูรณ์ได้ เพราะความเป็น Inclusive Transport ยังรวมถึงการเข้าถึงเรือ ท่าเรือ ข้อมูลการเดินทาง การบริการ และความปลอดภัยของผู้โดยสารที่มีข้อจำกัดแตกต่างกันด้วย
แต่กรณีนี้ชี้ให้เห็นอีกมิติที่ธุรกิจสามารถทำได้ทันที นั่นคือ ใช้ Asset ที่องค์กรมีอยู่แล้วสร้าง Social Impact เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถโดยสาร อาคาร ร้านค้า บรรจุภัณฑ์ สื่อโฆษณา หรือพื้นที่ดิจิทัล
แทนที่จะมองพื้นที่เหล่านั้นเพียงในฐานะสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ ธุรกิจสามารถเปลี่ยนบางส่วนให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ทำให้คนซึ่งมีโอกาสเข้าถึง Mainstream Media น้อยกว่าได้ถูกมองเห็น
39 ศิลปิน กับคำถามสำคัญว่า “สังคมเห็นความแตกต่างเป็นภาระหรือคุณค่า”
นิทรรศการ It’s OK to Be Artist 2 : The Best Version of Me รวบรวมศิลปินออทิสติก 39 คน โดยข้อมูลการจัดงานระบุว่ามีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งแกลเลอรีภาพวาด พื้นที่จำหน่ายสินค้าที่นำลวดลายจากงานศิลปะไปต่อยอด เวิร์กช็อป พื้นที่ถ่ายภาพ และงาน Digital Art

โครงสร้างเช่นนี้ทำให้งานศิลปะไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “จัดแสดง” แต่สามารถเดินต่อไปสู่สินค้า กิจกรรม ประสบการณ์ และโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้สร้างผลงานได้
TSB ระบุว่า การนำผลงานมาอยู่บนเรือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “พื้นที่แห่งโอกาส” ตามนโยบายของ กุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งต้องการเปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่มสามารถแสดงศักยภาพและคุณค่าของตนได้อย่างภาคภูมิใจ
ในท้ายที่สุด คุณค่าของโครงการลักษณะนี้จึงอาจไม่ได้วัดเพียงจำนวนคนที่เห็นภาพบนเรือ แต่ควรมองต่อไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการถูกมองเห็น ทั้งจำนวนศิลปินที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จำนวนความร่วมมือทางธุรกิจที่เกิดขึ้น การพัฒนาสินค้าจาก Intellectual Property ของศิลปิน ตลอดจนโอกาสการทำงานในระยะยาว
หากแบรนด์ต่าง ๆ สามารถขยับจาก “ให้พื้นที่แสดงผลงาน” ไปสู่ “สร้างตลาดให้ผลงาน” และ “สร้างอาชีพให้เจ้าของผลงาน” ได้มากขึ้น นั่นอาจเป็นจุดที่ Diversity & Inclusion เปลี่ยนจากกิจกรรมเพื่อสังคม ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ความแตกต่างสามารถสร้างมูลค่าได้จริง
สำหรับผู้ที่ต้องการชมผลงานของศิลปินออทิสติกทั้ง 39 คน นิทรรศการ “It’s OK to Be Artist 2 : The Best Version of Me” เปิดให้เข้าชมฟรีที่ชั้น 1 River City Bangkok ระหว่างวันที่ 4–27 กันยายน 2569
ผู้เข้าชมสามารถเดินทางด้วยเรือไทย สมายล์ โบ้ท ผ่านสายสีเขียว City Line สายสีม่วง Urban Line และสายสีน้ำเงิน Metro Line ตามข้อมูลที่ TSB ระบุ

