มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกกว่า 500 ผู้นำจากเกือบ 100 หน่วยงาน ดัน “Nature-based Economy” เปลี่ยนธรรมชาติจากต้นทุนการอนุรักษ์ สู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” เชื่อมนโยบาย ธุรกิจ การเงิน และชุมชน พร้อมส่งสัญญาณภาคธุรกิจไทยต้องคิดใหม่ เมื่อความเสื่อมโทรมของธรรมชาติกำลังกลายเป็นทั้ง Physical Risk และ Transition Risk ขณะที่ Nature Positive อาจเปิดประตูสู่ New S-Curve ใหม่ของประเทศ
“ธรรมชาติ” กลายเป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ แหล่งเงินทุน และปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โจทย์สำคัญวันนี้ จึงเปลี่ยนจาก “ธุรกิจจะลดผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างไร” ไปสู่คำถามใหม่ว่า “ธุรกิจและธรรมชาติจะเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร”
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ
เวทีครั้งนี้รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ธุรกิจ การเงิน วิชาการ ประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน เพื่อผลักดันแนวคิด Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงแก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

ธรรมชาติกำลังเปลี่ยนสถานะ จาก “สิ่งที่ต้องอนุรักษ์” เป็น Economic Infrastructure
สาระสำคัญที่เวที MFLF Sustainability Forum 2026 ต้องการผลักดัน คือการเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติจาก “ต้นทุน” หรือภาระด้านสิ่งแวดล้อม มาเป็น Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ท่านผู้หญิงบุตรีชี้ว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ดังนั้นธรรมชาติจึงไม่สามารถถูกแยกออกจากการพัฒนา เพราะเป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
แนวคิดสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ธรรมชาติกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของการพัฒนา เพื่อให้ธรรมชาติทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

เตรียมดัน “พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ”
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญ 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ Climate Change มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องขยับจากการเพียง “ลดผลกระทบ” ไปสู่ Nature Positive ซึ่งมีเป้าหมายหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติ พร้อมฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ 8 หมวด 63 มาตรา พร้อมแนวทางจัดตั้ง กองทุนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบกำกับการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ตลอดจนการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
พร้อมกันนั้น แนวคิด Nature Positive กำลังถูกบูรณาการเข้าสู่ ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 ผ่านเครื่องมืออย่าง Nature-based Solutions, OECMs, Natural Capital Accounting, Bioeconomy, Green Loan และ Biodiversity Credit เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ
ประเทศไทยยังตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทั้งทางบกและทะเล รวมถึงพื้นที่ OECMs ไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมี OECMs ที่ได้รับการรับรองแล้ว 22 แห่ง รวมประมาณ 161.74 ตารางกิโลเมตร และมีพื้นที่ศักยภาพอีก 4 แห่ง รวมประมาณ 856.69 ตารางกิโลเมตร

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเชื่อมเครื่องมือทางการเงินกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนผ่าน Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยมีตัวชี้วัดทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2035 หรือลดลง 47% จากปี 2019 และการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองให้ถึง 30% ภายในปี 2030
สารที่น่าสนใจต่อภาคเศรษฐกิจคือ Biodiversity ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุน แต่สามารถต่อยอดสู่การวิจัย นวัตกรรม การพาณิชย์ และกลายเป็น New S-Curve ใหม่ของประเทศไทย ได้ หากประเทศมีกฎหมาย ฐานข้อมูล และระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน
จาก ESG สู่ Nature Positive Business เมื่อ “กรีนต้องกินได้”
อีกหนึ่งไฮไลต์อยู่ที่เวที Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน ซึ่งสะท้อนภาพชัดขึ้นว่า Nature Positive กำลังเคลื่อนจาก CSR หรือกิจกรรมเพื่อสังคม เข้าสู่ Core Business Strategy
ภาคธุรกิจต้องมองธรรมชาติพร้อมกันอย่างน้อย 3 มิติ คือ ทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่
WHA ชู “ปลูกคน ปลูกป่า ปลูกเมือง”
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมผ่านแนวคิด “ปลูกคน ปลูกป่า ปลูกเมือง”ว่า การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่สามารถมองเพียงตัวโรงงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สามารถกระทบเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ ก่อนที่ผลกระทบเหล่านั้นจะย้อนกลับมากลายเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจเอง

Transcript การเสวนายังให้รายละเอียดว่า WHA มีนิคมอุตสาหกรรม 15 แห่งในประเทศไทย มีแรงงานอยู่ในพื้นที่ประมาณ 400,000 คน จึงต้องมองการพัฒนาในมิติของคนควบคู่กับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การศึกษา การสร้างความเข้าใจเรื่อง Sustainability การ Upcycling ไปจนถึงการ Upskill และ Reskill เพื่อเชื่อมความต้องการของผู้ประกอบการกับภาคการศึกษา
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการมอง ESG เป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าเป็นการลงทุน โดยจรีพรสรุปแนวคิดไว้อย่างชัดเจนว่า “ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment” และ “กรีนต้องกินได้” เพราะความยั่งยืนต้องสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจึงจะขยายผลได้ในระยะยาว

TCP จากน้ำในโรงงาน สู่การดูแล “ทั้งลุ่มน้ำ”
ด้าน สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ชี้ให้เห็นอีกมิติว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติอาจไม่ปรากฏอยู่ในงบดุลบริษัท แต่กลับเป็นฐานของธุรกิจเครื่องดื่มแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน อะลูมิเนียม ไปจนถึงทรายซึ่งเป็นวัตถุดิบของบรรจุภัณฑ์แก้ว
ดังนั้น การบริหารธรรมชาติจึงไม่ควรหยุดอยู่ภายในรั้วโรงงาน แต่ต้องครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำ เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ กำลังซื้อและธุรกิจก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือเรื่อง “น้ำ” ซึ่ง TCP วางแนวทางตั้งแต่ Reduce และ Recycle ภายในโรงงาน โดยเมื่อเทียบกับปี 2024 สามารถลดการใช้น้ำลงประมาณ 11% มีพื้นที่กักเก็บน้ำประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้าง Water Security ก่อนขยายการทำงานไปยังชุมชนรอบแม่น้ำบางปะกง
จากนั้นจึงขยายออกสู่โครงการ “TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” ครอบคลุม 3 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำปราจีน และลุ่มน้ำโขง รวม 21 จังหวัด ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2560 โดย Transcript ระบุว่าก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 มีผลเชิงบวกต่อกว่า 40,000 ครัวเรือน สามารถคืนน้ำสู่ระบบประมาณ 10–20 ล้านลูกบาศก์เมตร และลงทุนสะสมกว่า 100 ล้านบาท

TCP ยังตั้งเป้า Water Positive 2030 โดยให้ความสำคัญกับการวัดผลทางวิทยาศาสตร์ และนำมาตรฐานระดับโลกเข้ามาประเมินการบริหารจัดการน้ำ
Frasers Property ดึง “ธรรมชาติ” กลับเข้าเมือง
ด้าน ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท Frasers Property มอง Nature Positive ผ่านบริบทของเมืองและอสังหาริมทรัพย์ โดยชี้ว่า การพัฒนาเมืองต้องก้าวข้ามการมองเฉพาะผลตอบแทนทางการเงิน แล้วดึงธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ
ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช แมลง ผึ้ง นก ระบบนิเวศ การจัดการน้ำ รวมถึงพื้นที่เปิดโล่งที่สนับสนุนทั้ง Health & Wellbeing ของมนุษย์ และ Health ของธรรมชาติ
แนวทางสำคัญคือ ใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น ซึ่งถูกมองว่าเป็นหัวใจของ Value Creation
Transcript ยังกล่าวถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่ง การสร้าง Vertical Green และ Urban Forest ตลอดจนการเชื่อมพื้นที่โครงการกับสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ รวมถึงการใช้ WELL Standard เพื่อให้คุณภาพชีวิต อากาศ น้ำ และพื้นที่เปิดโล่งเข้ามาอยู่ในสมการของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ผู้บริหาร Frasers Property ยังกล่าวถึงแนวทาง Green Leasing เพื่อให้ผู้เช่าเข้ามามีส่วนร่วมกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน และการบริหาร Scope 3 ซึ่งสะท้อนว่า Nature Positive ไม่สามารถทำได้โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องดึงผู้ใช้อาคารและพันธมิตรเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกันด้วย

จากภูเขาถึงทะเล “ระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่ง”
เวที Nature Positive Society ขยายภาพออกจากโลกธุรกิจไปสู่ชุมชน โดยเสนอหลักคิดว่า “ระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่ง” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนภูเขาสามารถส่งผลลงสู่แม่น้ำ ชายฝั่ง ทะเล ความมั่นคงทางอาหาร และท้ายที่สุดคือรายได้ของประชาชน
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยกตัวอย่างว่า แม่น้ำยมเพียงสายเดียวสามารถผลิตปลาได้มากกว่า 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศ
แต่ปัจจุบันประมาณ 85% ของปลาน้ำจืดที่บริโภคเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งอาจกระทบปลาพื้นถิ่นและ Biodiversity ในระยะยาว
ขณะที่กรณีโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยิ่งสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยข้อมูลจากพื้นที่พบว่า เมื่อพายุฤดูร้อนพัดผ่าน ป่าที่มีต้นสนเพียงชนิดเดียวเสียหายจนยอดไม้หายไปถึง 80% แต่ป่าบริเวณเดียวกันที่มีพืชพรรณหลากหลายเสียหายเพียง 2% แสดงให้เห็นว่า Biodiversity ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะด้านอนุรักษ์ แต่ทำหน้าที่เป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้ระบบนิเวศรับมือภัยพิบัติได้

Nature Positive Finance เมื่อ “ธรรมชาติ” ต้องเข้าไปอยู่ในสมการของเงินทุน
อีกประเด็นที่อาจส่งผลต่อโลกธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญคือ Nature Positive Finance
ข้อมูลบนเวทีระบุว่า เงินทุนที่ไหลไปยังกิจกรรมซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติยังมีมากกว่าเงินที่ใช้ฟื้นฟูธรรมชาติในอัตราประมาณ 30 ต่อ 1 หรือราว 260 ล้านล้านบาทต่อปี เทียบกับเงินเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 7 ล้านล้านบาทต่อปี
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การนำ Natural Capital หรือต้นทุน/ทุนธรรมชาติ เข้าไปอยู่ในระบบข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน
ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกผู้รับผิดชอบประเทศไทย เปรียบธรรมชาติว่า หากประเทศไทยเป็นบริษัท “ทุนธรรมชาติก็เปรียบเสมือนเครื่องจักร” เมื่อใช้งานโดยไม่บำรุงรักษาหรือฟื้นฟู สุดท้ายเครื่องจักรก็จะเสื่อมสภาพจนไม่สามารถผลิตอะไรได้อีก

จึงเกิดความสำคัญของ Natural Capital Accounting ที่ต้องวัดทั้งปริมาณ ความสมบูรณ์ของทรัพยากร และ Ecosystem Services ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่การประเมินความเสี่ยงและการตัดสินใจทางการเงิน
BOT เตือน Nature Risk กำลังกลายเป็น Financial Risk
ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติสามารถส่งผ่านความเสี่ยงมายังธุรกิจและสถาบันการเงินได้ 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ Physical Risk จากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนทรัพยากร และ Transition Risk
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาด Nature Positive หรือกฎกติกาทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มลงมือ หากทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกัน สามารถเริ่มจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล กติกากลาง กลไกลดความเสี่ยง และแรงจูงใจ เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันที โดยเสนอหลักการขับเคลื่อน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งเป้า วัดผล สร้างแรงจูงใจ และขยายผล

“กฎกติกาใหม่อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเกิดขึ้น แต่เงินทุนสามารถขยับได้ทันที ผลกระทบภายนอกของวันนี้ สามารถกลายเป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติของวันข้างหน้าได้”

