มิตรผลชู “Sugarcane Energizes the World” ยกระดับอ้อยไทยจากน้ำตาลสู่เอทานอล ไฟฟ้าชีวมวล SAF บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ สุขภาพและความงาม พร้อมสร้างงานกว่า 120,000 ราย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและ Net Zero 2050
Sugarcane Energizes the World เปิดอีกมิติของพืชเศรษฐกิจไทย จากเอทานอล–ไฟฟ้าชีวมวล สู่ SAF สุขภาพ ความงาม และบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ พร้อมสร้างงานกว่า 120,000 ราย ดัน “อ้อย” ขึ้นแท่นวัตถุดิบแห่งอนาคตของเศรษฐกิจสีเขียว
กลุ่มมิตรผล ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนจากภาคเกษตร นำนวัตกรรมเข้ามาดึงศักยภาพของอ้อยไทย ภายใต้แนวคิด “Sugarcane Energizes the World: อ้อย…พลังที่ขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน” ยกระดับคุณค่าของพืชเศรษฐกิจจากผืนดินไทย สู่การเป็นพลังขับเคลื่อนโลกใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม พลังงานเพื่อผู้คน และพลังงานเพื่อการเติบโตของสังคม
จาก “อ้อย” สู่ “น้ำมันบนดิน” พลังงานสะอาดที่ไทยผลิตได้เอง
หนึ่งในบทบาทสำคัญของอ้อยในโลกยุคใหม่ คือการเปลี่ยนสถานะจากพืชที่ใช้ผลิตความหวาน สู่การเป็น “น้ำมันบนดิน” หรือแหล่งพลังงานที่ประเทศไทยสามารถผลิตขึ้นเองได้จากทรัพยากรธรรมชาติ
หัวใจสำคัญอยู่ที่การนำ “กากน้ำตาล” หรือโมลาส ซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการผลิตน้ำตาล มาแปรรูปเป็น เอทานอลคุณภาพสูง สำหรับนำไปผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศและลดมลพิษจากการใช้เชื้อเพลิงบนท้องถนน
กลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่อันดับ 1 ในอาเซียน มีกำลังการผลิต 500 ล้านลิตรต่อปี และสามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปของประเทศไทยได้ถึง 350 ล้านลิตรต่อปี

แต่ปลายทางของเอทานอลไม่ได้หยุดอยู่แค่ถังน้ำมันรถยนต์ เพราะยังสามารถต่อยอดไปสู่ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ซึ่งกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมการบินโลก รวมถึงสามารถพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางในอนาคตได้อีกด้วย
เว็บไซต์ด้านความยั่งยืนของมิตรผลระบุว่า บริษัทนำกากน้ำตาลมาพัฒนาเป็นเอทานอลทั้งเกรดเชื้อเพลิงและเกรดความบริสุทธิ์สูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตอ้อย ควบคู่กับการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจด้านพลังงานของประเทศ
22 โรงไฟฟ้าชีวมวล เปลี่ยนเศษเหลือจากอ้อยเป็นไฟฟ้าสะอาด
ไม่ใช่เพียงเชื้อเพลิงเหลว เพราะ “อ้อย” ยังสามารถกลายเป็นกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนทั่วประเทศ
ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมี โรงไฟฟ้าชีวมวล 22 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 700 เมกะวัตต์ต่อปี โดยนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตและภาคเกษตร เช่น ชานอ้อยและใบอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานหมุนเวียน
ไฟฟ้าสะอาดที่เกิดขึ้นสามารถช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศไทยได้มากกว่า 3,000 ล้านหน่วย หรือประมาณ 8% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2024
ขณะเดียวกันยังสามารถสร้าง คาร์บอนเครดิตประมาณ 1,000,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) อีกประมาณ 1,000,000 RECs ต่อปี

โมเดลดังกล่าวสะท้อนแนวคิด Circular Economy ที่พยายามนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมอ้อยกลับเข้าสู่ระบบการผลิตอีกครั้ง แทนการปล่อยให้กลายเป็นของเสีย โดยมิตรผลระบุว่า ชานอ้อยและใบอ้อยถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าชีวมวล ใช้ภายในโรงงาน และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าสู่ระบบเพื่อส่งต่อไปยังชุมชน
จากพลังงานหมุนเวียน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050
การต่อยอดอ้อยสู่พลังงานหมุนเวียนยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของกลุ่มมิตรผล โดยองค์กรตั้งเป้าหมายก้าวสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2030 และบรรลุ Net Zero Greenhouse Gas Emissions ภายในปี 2050 ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่า
เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “อ้อย” ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินค้าเกษตร แต่กำลังมีบทบาทเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การลดคาร์บอน พลังงานหมุนเวียน และ Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Economy มากขึ้น
Mitr Phol Sustainability – Net Zero
มากกว่าน้ำตาล “อ้อย” แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด
อีกด้านหนึ่งของอ้อยที่กำลังถูกยกระดับด้วยนวัตกรรม คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตอบโจทย์ สุขภาพ ความงาม และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

จากจุดเริ่มต้นของการผลิตน้ำตาลทรายบริสุทธิ์ น้ำเชื่อมเข้มข้นหลากหลายรสชาติ และน้ำตาลกลุ่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ สำหรับเป็นวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการ เชฟ และผู้บริโภค นำไปสร้างสรรค์อาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ได้ขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น
หนึ่งในนั้นคือการนำอ้อยมาสกัดเป็น พรีไบโอติกไฟเบอร์ธรรมชาติ เพื่อช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร รวมถึงการนำสารสกัดจากอ้อยมาผสานกับวัตถุดิบจากธรรมชาติ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่มีความอ่อนโยน ช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และปลอดภัยจากสารเคมี
นี่จึงเป็นอีกภาพสะท้อนของการเปลี่ยน “สินค้าโภคภัณฑ์” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งสามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเกษตรของไทยในอนาคต
Eco-Living เปลี่ยนเส้นใยอ้อยเป็นบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ 100%
อ้อยยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับเทรนด์ Eco-Living และการลดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
เส้นใยจากอ้อยและมันสำปะหลังสามารถนำมาต่อยอดเป็น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-Material) ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญคือสามารถ ย่อยสลายทางชีวภาพตามธรรมชาติได้ 100% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน
เมื่อย่อยสลายแล้ว วัสดุสามารถกลับคืนเป็นสารอาหารสู่ผืนดิน สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ต้องการลดของเสียและพยายามรักษาทรัพยากรให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานที่สุด
จึงอาจกล่าวได้ว่า “อ้อย” กำลังเดินทางจาก ผืนดิน → โรงงาน → ผลิตภัณฑ์ → การใช้งาน → กลับคืนสู่ผืนดิน เป็นอีกตัวอย่างของการประยุกต์ใช้แนวคิด Circular Economy ในภาคเกษตรอุตสาหกรรม

พลังจากอ้อย กระจายรายได้สู่เกษตรกรและแรงงานกว่า 120,000 ราย
แต่การวัดคุณค่าของอ้อยอาจไม่สามารถมองเฉพาะตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้า ปริมาณเอทานอล หรือจำนวนคาร์บอนเครดิตได้เท่านั้น เพราะอีกมิติสำคัญคือ “พลังงานเพื่อสร้างการเติบโตให้สังคม”
เบื้องหลังห่วงโซ่อุตสาหกรรมอ้อยคือเกษตรกร แรงงาน ผู้รับเหมา ธุรกิจท้องถิ่น และชุมชนจำนวนมาก
กลุ่มมิตรผลจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด “เติบโตไปด้วยกันของสังคม” ผ่านการสร้างการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมและกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานราก
ปัจจุบันห่วงโซ่ดังกล่าวมีส่วนในการ สร้างงานและสร้างอาชีพให้แก่ครอบครัวเกษตรกรและแรงงานผู้รับเหมากว่า 120,000 ราย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรสมัยใหม่ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ Mitr Phol ModernFarm ซึ่งมิตรผลพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ โดยนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวไร่อ้อย
รับซื้อใบอ้อยสะสม 4 ล้านตัน เปลี่ยน “ของเหลือ” เป็น “รายได้” ลดเผา–ลดมลพิษ
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือ โครงการรับซื้อใบอ้อย ซึ่งนำวัสดุที่เคยถูกมองว่าเป็นเศษเหลือทางการเกษตรมาเปลี่ยนให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตพลังงานชีวมวล
กลุ่มมิตรผลตั้งเป้ารับซื้อใบอ้อยสะสม กว่า 4 ล้านตันภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ควบคู่กับการช่วยตัดวงจรการเผาไร่อ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษทางอากาศ
ผลที่เกิดขึ้นจึงมีมากกว่าการสร้างพลังงาน เพราะใบอ้อยที่เคยอาจถูกเผาทิ้งสามารถถูกเปลี่ยนเป็น “รายได้ของเกษตรกร + วัตถุดิบพลังงานหมุนเวียน + เครื่องมือช่วยลดการเผา”
มิตรผลระบุในแนวทางด้าน Net Zero เช่นกันว่า การรับซื้อใบอ้อยเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงเสริมในการผลิตไฟฟ้าชีวมวล เป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยลดการเผาไร่อ้อย สร้างรายได้เพิ่มเติมให้เกษตรกร และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
“Sugarcane Energizes the World” เมื่ออ้อยไม่ได้สร้างแค่ความหวาน แต่กำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่
จากน้ำตาลเกล็ดเล็กๆ ในแก้วกาแฟยามเช้า ไปจนถึงน้ำมันในรถยนต์ ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ และในอนาคตอาจรวมถึงเชื้อเพลิงที่ช่วยให้เครื่องบินเดินทางข้ามทวีป “อ้อย” กำลังถูกนิยามใหม่ในฐานะวัตถุดิบแห่งอนาคต
แนวคิด “Sugarcane Energizes the World: อ้อย…พลังที่ขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน” จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจน้ำตาลแบบดั้งเดิม สู่ระบบนิเวศธุรกิจที่เชื่อมโยง เกษตร อาหาร สุขภาพ พลังงานหมุนเวียน Bio-Material และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เข้าด้วยกัน
เมื่อโลกกำลังให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสร้างมูลค่าใหม่จากทรัพยากรชีวภาพ พืชที่ประเทศไทยคุ้นเคยมานานอย่าง “อ้อย” จึงอาจมีความหมายมากกว่าความหวาน
เพราะจากนี้ไป ทุกส่วนของอ้อยอาจหมายถึง พลังงาน รายได้ นวัตกรรม คุณภาพชีวิต และโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ
และนั่นคืออีกบทบาทของ “พลังบริสุทธิ์จากผืนดินไทย” ที่กลุ่มมิตรผลกำลังผลักดันให้กลายเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยและโลก

