สังคมเริ่มตื่นตัวกับปัญหา “Bullying” หรือการกลั่นแกล้งมากขึ้น ทั้งภาครัฐ องค์กรเพื่อสังคม ภาคการศึกษาและภาคเอกชนต่างออกมารณรงค์สร้างพื้นที่ปลอดภัย แต่อีกพฤติกรรมหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และตรวจจับได้ยากกว่าคือ “Gaslighting” การบงการทางจิตใจ ที่ทำให้อีกฝ่ายค่อย ๆ ไม่เชื่อความคิด ความรู้สึก และแม้กระทั่งความทรงจำของตัวเอง
จากข่าวในรายการโหนกระแส ของ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลาย ทางช่อง 3 เกี่ยวกับกรณีของ ต้าเฟ็ดเฟ่ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้คำว่า Gaslighting กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจขึ้นมาทันที
คำถามสำคัญคือ Gaslighting ต่างจาก Bullying อย่างไร และพฤติกรรมใดส่งผลต่อจิตใจรุนแรงกว่ากัน
“ก็แค่ล้อเล่นเอง”
“คิดมากไปหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณจำผิดเอง”
“ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะคุณนั่นแหละ”
คำพูดเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่สามารถใช้ตัดสินว่าเป็น Bullying หรือ Gaslighting ได้ แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ภายใต้ความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลทางอำนาจ และมีเป้าหมายในการกด ลดทอน หรือควบคุมอีกฝ่าย ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อคนที่ถูกกระทำเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง
พญ.วรนารี เจริญรุ่งรัตน์ ว.52356 แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก (ENT) สร้างสรรค์คอนเทนต์ผ่าน TikTok อธิบายว่า Gaslighting หรือ “แก๊สไลติง” เป็นพฤติกรรมการควบคุมและบงการทางจิตใจ ทำให้เหยื่อเกิดความสงสัยต่อความคิด ความรู้สึกและความทรงจำของตัวเอง จนในที่สุดอาจไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองรับรู้นั้นเป็นความจริงหรือไม่ และต้องพึ่งพาผู้กระทำมากขึ้นเรื่อย ๆ

ข้ออธิบายดังกล่าวสอดคล้องกับงานทบทวนใน Clinical Psychology Review ปี 2026 ซึ่งอธิบาย Gaslighting ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ psychological manipulation ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำสงสัยต่อการรับรู้ความเป็นจริงของตัวเอง และอาจนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการกำหนดชีวิตของตนเอง รวมถึงความไม่มั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ อย่างไรก็ตาม งานทบทวนดังกล่าวชี้ด้วยว่าองค์ความรู้เชิงประจักษ์เรื่อง Gaslighting ยังมีจำนวนน้อยกว่างานศึกษาปัญหาความรุนแรงบางประเภท จึงไม่ควรนำคำนี้ไปใช้ครอบคลุมทุกความขัดแย้งหรือทุกความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน
จาก Gaslighting ระดับต้น สู่การควบคุมชีวิต
ตามกรอบการอธิบายของ พญ.วรนารี Gaslighting สามารถมองความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่พฤติกรรมระดับต้น เช่น ในสถานที่ทำงาน ผู้ร่วมงานหรือหัวหน้างานอาจพูดซ้ำ ๆ ว่าอีกฝ่ายทำงานไม่ได้เรื่อง ไม่มีประสิทธิภาพ หรือตัดสินใจผิดตลอดเวลา แม้ข้อเท็จจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เมื่อเผชิญสถานการณ์ต่อเนื่อง คนที่ถูกกระทำอาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำผิดจริง สูญเสียความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ ขณะที่ผู้กระทำอาจได้รับประโยชน์ เช่น ผลักภาระงานให้อีกฝ่าย ลดโอกาสความก้าวหน้า หรือสร้างความโดดเด่นให้กับตนเอง
เมื่อการกระทำรุนแรงขึ้นและเกิดอย่างเป็นระบบ ความสัมพันธ์อาจเข้าสู่ภาวะที่ผู้ถูกกระทำต้องพึ่งพาผู้กระทำมากขึ้น
เช่น A และ B เป็นคู่รักกัน A ทำสิ่งที่สร้างความเสียหายต่อ B แต่เมื่อ B ตั้งคำถาม A กลับบอกว่า “ที่ทำแบบนี้ก็เพราะ B” “B คิดไปเอง” “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” หรือ “B จำผิด”
หากคำพูดและพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำ ๆ พร้อมกับการลดคุณค่า เช่น บอกว่า B ไม่มีคุณค่า หรือหากออกจากความสัมพันธ์ไปก็ไม่มีใครต้องการ ในที่สุด B อาจไม่เชื่อแม้กระทั่งการตัดสินใจของตัวเอง และต้องกลับมาขอความเห็นจาก A แทบทุกเรื่อง เปิดช่องให้ A สามารถควบคุม B ได้มากขึ้น
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Interpersonal Violence พบว่าประสบการณ์ Gaslighting มีความสัมพันธ์กับผลกระทบทางจิตใจและความเป็นอยู่ที่แย่ลง โดย Gaslighting มุ่งลดความเป็นอิสระ ความสามารถในการตัดสินใจ ความรู้สึกปลอดภัย และความเชื่อมั่นในการรับรู้ของผู้ถูกกระทำ ขณะที่งานศึกษาอีกชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง Gaslighting ในความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและคุณภาพความสัมพันธ์ที่ลดลง
ในระดับรุนแรง ผู้กระทำอาจพยายามแยกเหยื่อออกจากครอบครัว เพื่อน หรือสังคมภายนอก ซ่อนสิ่งของแล้วกล่าวหาว่าเหยื่อจำไม่ได้หรือเป็นคนทำหายเอง รวมถึงสร้างความเชื่อให้บุคคลรอบข้างคิดว่าเหยื่อมีปัญหาทางจิต
เมื่อกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง ผู้ถูกกระทำอาจสูญเสียความมั่นใจในตัวตน เกิดความวิตกกังวล ความทุกข์ทางจิตใจ และพึ่งพาผู้กระทำอย่างสูง ซึ่งในบางความสัมพันธ์ ผู้กระทำอาจใช้สภาพดังกล่าวเพื่อแสวงหาประโยชน์จากอีกฝ่าย ทั้งในด้านทรัพย์สิน เงินทอง หรือทางเพศ
งานวิจัยปี 2026 ที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports ยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Gaslighting กับ psychological distress โดยจัด Gaslighting ไว้ในบริบทของความรุนแรงทางจิตใจ และพบความสัมพันธ์ที่ควรได้รับความสนใจในบริบทความสัมพันธ์ใกล้ชิด

“Bullying” ต่างจาก Gaslighting อย่างไร?
แม้ Gaslighting และ Bullying สามารถส่งผลให้คนหนึ่งสูญเสียความมั่นใจเหมือนกัน แต่กลไกของการกระทำมีความแตกต่างกัน
องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบาย Bullying ในบริบทเด็กและเยาวชนว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวที่ไม่พึงประสงค์ มีการทำร้ายซ้ำ และมีความไม่สมดุลทางอำนาจระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ สามารถเกิดได้ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางสังคม รวมถึงโลกออนไลน์
ขณะที่ UNICEF อธิบาย Cyberbullying ว่าเป็นพฤติกรรมกลั่นแกล้งผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดซ้ำ โดยมุ่งสร้างความกลัว ความโกรธ หรือความอับอาย เช่น การเผยแพร่ข่าวเท็จเกี่ยวกับบุคคล การโพสต์ภาพหรือวิดีโอที่ทำให้อับอาย การส่งข้อความทำร้าย ข่มขู่ หรือสร้างบัญชีปลอมเพื่อโจมตีผู้อื่น
กล่าวให้เข้าใจง่าย Bullying มักมุ่ง “ทำร้าย ลดคุณค่า ข่ม หรือผลักอีกฝ่ายออกจากกลุ่ม” ขณะที่ Gaslighting มุ่งเข้าไปสั่นคลอน “ความเชื่อที่บุคคลมีต่อการรับรู้ของตัวเอง”
ตัวอย่างเช่น
หากเพื่อนร่วมงานพูดต่อหน้าคนอื่นซ้ำ ๆ ว่า “เธอมันโง่ ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง” เพื่อทำให้อับอาย อาจเข้าลักษณะการกลั่นแกล้งทางคำพูด
แต่หากหัวหน้าทำผิดแล้วบอกลูกน้องซ้ำ ๆ ว่า “ผมไม่ได้สั่งแบบนั้น คุณจำผิดเอง” ทั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง และค่อย ๆ ทำให้ลูกน้องเชื่อว่าตัวเองเป็นคนจำอะไรผิด ตัดสินใจไม่ได้ หรือไม่มีความสามารถในการประเมินสถานการณ์ ลักษณะดังกล่าวใกล้กับ Gaslighting มากกว่า
และในสถานการณ์จริง สองพฤติกรรมสามารถเกิดร่วมกันได้ ผู้กระทำอาจทั้งบูลลี่ ลดคุณค่า แยกเหยื่อออกจากกลุ่ม และใช้ Gaslighting เพื่อทำให้เหยื่อสงสัยตัวเองไปพร้อมกัน
Bullying ไม่ใช่ “แค่ล้อเล่น” ไทยเดินหน้ารณรงค์ต่อเนื่อง
ความตื่นตัวต่อปัญหา Bullying ในประเทศไทยเห็นได้ชัดขึ้นจากการรณรงค์ของหลายภาคส่วน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 กรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่การรณรงค์ “STOP BULLYING | หยุดแกล้งกัน ก่อนซึมเศร้าถามหา” ย้ำว่าคำว่า “แค่ล้อเล่นเอง” อาจไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับผู้ถูกกระทำ และชี้ให้เห็นรูปแบบการกลั่นแกล้งตั้งแต่การทำร้ายร่างกาย การล้อเลียน ข่มขู่ ปล่อยข่าวลือ การกีดกันออกจากกลุ่ม การทำลายทรัพย์สิน ไปจนถึง Cyberbullying พร้อมเน้นว่าการหยุดพฤติกรรมตั้งแต่ระยะแรกสามารถช่วยไม่ให้วงจรความรุนแรงบานปลายได้
ในปี 2569 ยังมีการขับเคลื่อน “Stop Bullying in School” เพื่อสนับสนุนโรงเรียนต้นแบบและสร้างพื้นที่ปลอดภัย ลดการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา โดยหน่วยงานในสังกัด กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
ด้านการกลั่นแกล้งออนไลน์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 มีการจัด Stop Cyberbullying Day 2026 ภายใต้แนวคิด “อย่าชิน อย่าเฉย ต้องแคร์” หรือ Stop Bullying with Care โดยเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย (Thailand Safe Internet Coalition: TSIC) ร่วมกับ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความตระหนักและผลักดันการป้องกัน Cyberbullying อย่างยั่งยืน
ขณะที่โครงการ “Stop Bullying: เลิฟแคร์ไม่รังแกกัน” ในอดีต เป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ดีแทค และ UNICEF ในการพัฒนาบริการให้คำปรึกษาออนไลน์แก่เยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการรังแก ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจไทยอย่าง “นันยาง” เคยเดินหน้าโครงการ BULLY NO MORE – #บูลลี่ในโรงเรียนหยุดได้ด้วยนักเรียน ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 และต่อยอดสู่การสื่อสารประเด็นความแตกต่างและแรงกดดันในกลุ่มนักเรียน สะท้อนให้เห็นว่าประเด็น Anti-Bullying ถูกนำเข้าสู่การสื่อสารทางสังคมของภาคธุรกิจมากขึ้นด้วย
Bullying กับ Gaslighting อะไร “รุนแรงกว่า”?
นี่คือคำถามที่ไม่ควรตอบด้วยคำว่า “อย่างใดอย่างหนึ่งรุนแรงกว่าเสมอ”
จากหลักฐานวิชาการในปัจจุบัน ยังไม่มีฐานเพียงพอที่จะจัดอันดับว่า Gaslighting หรือ Bullying รุนแรงต่อสุขภาพจิตมากกว่าในทุกกรณี เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ระยะเวลาที่ถูกกระทำ ความถี่ ระดับความรุนแรง ความสัมพันธ์กับผู้กระทำ ความไม่สมดุลของอำนาจ จำนวนผู้ร่วมกระทำ การมีหรือไม่มีเครือข่ายช่วยเหลือ รวมถึงสภาพจิตใจและบริบทชีวิตของแต่ละบุคคล
Bullying สามารถสร้างผลกระทบรุนแรงได้อย่างชัดเจน WHO ระบุว่าการถูกกลั่นแกล้งมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และพฤติกรรมหรือความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และผลกระทบบางส่วนสามารถดำเนินต่อไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้
UNICEF ระบุว่า Cyberbullying สามารถทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกอับอาย หวาดกลัว โกรธ วิตกกังวล ไม่มั่นคง แยกตัวออกจากเพื่อนและครอบครัว สูญเสียความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ รวมถึงมีอาการทางกายจากความเครียด และในกรณีรุนแรงอาจเกี่ยวข้องกับการทำร้ายตนเองหรือการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย
งานทบทวนแบบ Umbrella Review ที่ตีพิมพ์ใน Nature Human Behaviour ยังพบว่าการตกเป็นเหยื่อ Cyberbullying มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ความเครียด ความโดดเดี่ยว ตลอดจนพฤติกรรมทำร้ายตนเองและพฤติกรรมเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย
ในอีกด้านหนึ่ง Gaslighting มีความอันตรายเฉพาะตัวตรงที่ผู้ถูกกระทำอาจไม่รู้ว่ากำลังถูกทำร้าย เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของพฤติกรรมคือการค่อย ๆ บ่อนทำลายความเชื่อมั่นที่บุคคลมีต่อความทรงจำ ความรู้สึก การตัดสินใจ และการรับรู้ความจริงของตัวเอง
งานวิจัยใหม่เกี่ยวกับ Gaslighting พบความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ความเป็นอยู่ที่ลดลง การสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง และผลกระทบที่สามารถยืดเยื้อเป็นเวลานาน ขณะที่งานทบทวนปี 2026 ระบุว่า Gaslighting อาจนำไปสู่การสูญเสีย agency หรือความสามารถในการกำหนดและควบคุมชีวิตของตัวเอง รวมถึงความไม่มั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ
ดังนั้น หากต้องเปรียบเทียบในเชิงลักษณะความเสี่ยง อาจกล่าวได้ว่า Bullying มีโอกาสสร้างบาดแผลที่มองเห็นได้ชัด ตั้งแต่การทำร้ายทางคำพูด สังคม ออนไลน์ ไปจนถึงทางร่างกาย ส่วน Gaslighting อาจมีความซ่อนเร้นกว่า เพราะค่อย ๆ ทำลาย “เข็มทิศภายใน” ของเหยื่อ ทำให้ไม่แน่ใจว่าควรเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น รู้สึก หรือจดจำหรือไม่
แต่ไม่ว่ารูปแบบใด ความรุนแรงไม่ได้วัดจากชื่อเรียกของพฤติกรรม แต่อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ถูกกระทำ
จากโรงเรียนถึงที่ทำงาน “พื้นที่ปลอดภัย” ไม่ควรหยุดอยู่แค่แคมเปญ
ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเด็กและเยาวชน
ในโลกการทำงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าความรุนแรงและการคุกคามในที่ทำงาน รวมถึง Bullying สามารถบั่นทอนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนทำงาน ขณะที่สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ปลอดภัยทางจิตใจถือเป็น psychosocial risk ที่องค์กรควรให้ความสำคัญ
รายงานของ ILO ปี 2026 ยังให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการทำงานด้านจิตสังคม ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนของบทบาท ภาระงาน อิสระในการทำงาน ความเป็นธรรม ความโปร่งใส และปฏิสัมพันธ์ในสถานที่ทำงาน ซึ่งล้วนมีส่วนต่อสุขภาวะและประสิทธิภาพการทำงานของคนในองค์กร

นั่นหมายความว่า การประกาศว่าองค์กร “ต่อต้านการบูลลี่” เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากวัฒนธรรมภายในยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการดูหมิ่น เหยียดหยาม ลดคุณค่า บิดเบือนข้อเท็จจริง ใช้อำนาจกดดัน หรือทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าพูดความจริง
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยจึงควรเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ตั้งแต่โรงเรียน ครอบครัว สถานที่ทำงาน ไปจนถึงโลกออนไลน์
Bullying หรือ Gaslighting ล้วนสวนทางกับสังคมที่เคารพความเท่าเทียม
ไม่ว่าจะถูกเรียกว่า Bullying, Cyberbullying, Gaslighting การคุกคาม หรือการบงการทางอารมณ์ หากพฤติกรรมนั้นมีเป้าหมายเพื่อกด ลดคุณค่า ทำลายศักดิ์ศรี ทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัว หรือใช้ความเหนือกว่าเพื่อควบคุมผู้อื่น พฤติกรรมนั้นย่อมสวนทางกับหลักการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของ ศักดิ์ศรี ความเคารพ และความเท่าเทียม
ความแตกต่างทางรูปร่าง เพศ อายุ เชื้อชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ ตำแหน่งหน้าที่ ความสามารถ ความคิดเห็น หรือบุคลิกภาพ ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเหนือกว่าให้คนหนึ่งและลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกคน
ในสถานที่ทำงาน การมีตำแหน่งสูงกว่าไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิทำลายความมั่นใจของผู้ใต้บังคับบัญชา
ในความสัมพันธ์ การเป็นคนรักไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิบงการความคิดหรือทำให้อีกฝ่ายสูญเสียตัวตน
และในโลกออนไลน์ การอยู่หลังหน้าจอไม่ได้ทำให้การประจาน การเหยียด การสร้างข่าวเท็จ หรือการรุมโจมตีผู้อื่นกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
สังคมที่พูดเรื่อง Diversity, Equity & Inclusion (DEI) ความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน สุขภาวะของพนักงาน และความยั่งยืน จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจัดแคมเปญ แต่จำเป็นต้องทำให้หลักการเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตจริง
เพราะท้ายที่สุด การสร้างพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้เริ่มจากคำว่า “อย่าคิดมาก” แต่เริ่มจากการยอมรับว่า ความรู้สึก ศักดิ์ศรี และสิทธิในการเป็นตัวเองของคนอีกคนมีคุณค่าเท่าเทียมกับเรา
และไม่ว่า Bullying หรือ Gaslighting การทำลายผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า ควบคุมอีกฝ่าย หรือแสวงหาประโยชน์จากความอ่อนแอของเขา ไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสมกับการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ต้องการความเคารพ ความปลอดภัย และความเท่าเทียมอย่างแท้จริง
หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญพฤติกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ควรเก็บหลักฐานของเหตุการณ์ หาคนที่ไว้วางใจเพื่อช่วยตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เหมาะสม โดยเฉพาะหากเริ่มมีความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือมีความคิดทำร้ายตนเอง

