GULF เปิดเรื่องราว 3 ชุมชน บ้านดอยเวียง บ้านปากนาย และบ้านวุ้งกะสัง โซลาร์เซลล์เปลี่ยนพลังงานสะอาดเป็นรายได้ การศึกษา และคุณภาพชีวิต พร้อมชวนเสนอพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์ฟรี ถึง 28 สิงหาคม 2569
จากกาแฟเชอรี่กิโลกรัมละ 25–30 บาท สู่กาแฟกะลา 180 บาท จากชุมชนประมงที่ติดข้อจำกัดการแปรรูปปลา ไปจนถึงหมู่บ้านกลางหุบเขาที่สามารถสร้างอาชีพหลังพระอาทิตย์ตก 3 เรื่องราวจากชุมชนห่างไกลสะท้อนว่า “ไฟฟ้า” ไม่ได้หมายถึงเพียงแสงสว่าง แต่สามารถกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างรายได้ การศึกษา และคุณภาพชีวิต ขณะที่ GULF เปิดโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” ชวนประชาชนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า รับการติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดรับถึง 28 สิงหาคม 2569
เบื้องหลังความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ กลับมีอีกด้านหนึ่งที่แตกต่างออกไป เมื่อบางพื้นที่ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญ คือ การเข้าไม่ถึงไฟฟ้า หรือมีไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ข้อจำกัดนี้ เชื่อมโยงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา การสื่อสาร ตลอดจนโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ของคนในชุมชน
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จึงสานต่อการส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ สู่ชุมชนห่างไกลและพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้าเข้าไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการครอบคลุมพื้นที่หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ดอยสูง พื้นที่เกาะ ไปจนถึงพื้นที่ชายแดน

แนวคิดสำคัญคือ การเข้าถึงไฟฟ้าไม่ควรหยุดอยู่เพียงการมี “แสงสว่าง” แต่ควรกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดประตูสู่การศึกษา สาธารณสุข การสื่อสาร ตลอดจนการสร้างงานและรายได้ เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน
บ้านดอยเวียง จาก “กาแฟเชอรี่” สู่ “กาแฟกะลา” เพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกร
หนึ่งในภาพที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเกิดขึ้นที่ บ้านดอยเวียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ชุมชนชาวเขาเผ่าลาหู่บนเทือกเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มีประชากรราว 100 หลังคาเรือน หรือประมาณ 400 คน กว่า 80% ของคนในชุมชนประกอบอาชีพปลูกกาแฟ โดยปลูกใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ เป็นรูปแบบการทำเกษตรที่ทำให้การผลิตกาแฟดำเนินไปควบคู่กับการดูแลผืนป่าต้นน้ำ
ด้วยความสูงประมาณ 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ประกอบกับสภาพอากาศและดิน ทำให้กาแฟบ้านดอยเวียงมีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ปัญหาสำคัญกลับอยู่ที่ “ไฟฟ้า”
เดิมชุมชนต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังน้ำ ซึ่งมีความไม่แน่นอนและสามารถใช้งานได้เพียงวันละประมาณ 3–4 ชั่วโมง ขณะที่ฤดูแล้งเมื่อปริมาณน้ำลดลง ทั้งหมู่บ้านอาจไม่มีไฟฟ้าใช้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้อจำกัดด้านพลังงานส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจชุมชน เพราะเกษตรกรไม่สามารถนำผลผลิตกาแฟมาแปรรูปได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้ต้องขายเป็น กาแฟเชอรี่สดในราคาประมาณกิโลกรัมละ 25–30 บาท และยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาตลาดและการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ GULF นำระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เข้าไปติดตั้งที่ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านดอยเวียง
ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเปิดไฟ แต่ยังทำให้สามารถเชื่อมต่อระบบดาวเทียมและสัญญาณโทรศัพท์ ช่วยให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้จากภายนอก ลดช่องว่างด้านโอกาสทางการศึกษาระหว่างพื้นที่ห่างไกลกับเมือง
ขณะเดียวกัน GULF ยังสนับสนุนการก่อสร้างโรงเรือนสำหรับสีกาแฟ พร้อมจัดซื้อเครื่องสีกาแฟที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้กับชุมชน เพื่อเปิดทางไปสู่การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิต

ยูเอละ จะอืด กรรมการหมู่บ้านและตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านดอยเวียง ระบุว่า ในอดีตชาวบ้านขายได้เพียงกาแฟเชอรี่สด และบางปีราคาตกต่ำจนแทบไม่คุ้มกับแรงงาน แม้กาแฟในพื้นที่จะมีคุณภาพดี
แต่เมื่อมีระบบโซลาร์เซลล์ โรงเรือน และเครื่องสีกาแฟ ชุมชนจึงสามารถต่อยอดการแปรรูปไปสู่ “กาแฟกะลา” ซึ่งสามารถจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาท ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรหลายเท่าตัว และยังเปิดโอกาสให้ชุมชนพัฒนาแบรนด์กาแฟของตัวเองในอนาคต
มากไปกว่านั้น ระบบพลังงานสะอาดยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อดูแลรักษาป่าต้นน้ำให้สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจของชุมชน
บ้านปากนาย “โซลาร์เซลล์บนแพ” ต่อลมหายใจเศรษฐกิจประมงพื้นบ้าน
อีกกรณีเกิดขึ้นที่ บ้านปากนาย อ.นาหมื่น จ.น่าน ชุมชนบนแพกลางอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ มีประชากรราว 200 คน ซึ่งสืบทอดวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านมาหลายชั่วอายุคน

รายได้สำคัญของชุมชนมาจากการจับสัตว์น้ำและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากปลา แต่ด้วยตำแหน่งหมู่บ้านที่อยู่บริเวณปลายสายส่ง ประกอบกับลักษณะชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนแพลอยน้ำ ทำให้การเข้าถึงไฟฟ้ามีข้อจำกัด
ปัญหานี้กระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเก็บรักษาสัตว์น้ำและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของชุมชนถูกจำกัดตามไปด้วย
GULF จึงออกแบบแนวทางให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ด้วยการติดตั้ง ระบบโซลาร์เซลล์บนแพส่วนกลางของหมู่บ้าน ซึ่งสามารถเคลื่อนตัวขึ้นลงตามระดับน้ำได้ ทำให้คนในชุมชนสามารถใช้ไฟฟ้าร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
จารุณี ซ้อนสมบัติ ผู้ใหญ่บ้านปากนาย เล่าว่า ชุมชนประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้ามาเป็นเวลานาน การมีแพส่วนกลางติดตั้งโซลาร์เซลล์จึงตอบโจทย์การใช้ชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านแปรรูปปลาที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก
เมื่อมีไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ชุมชนสามารถต่อยอดการผลิต ปลาอบแห้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสียหายของผลผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

ผลที่ตามมาคืออาชีพประมงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจับปลา แต่สามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้ให้ครัวเรือนในระยะยาว
บ้านวุ้งกะสัง จากหมู่บ้านในความมืด สู่พื้นที่สร้างอาชีพหลังพระอาทิตย์ตก
อีกพื้นที่หนึ่งคือ บ้านวุ้งกะสัง ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร ชุมชนชาวปกาเกอะญอโบราณที่ตั้งถิ่นฐานมานานนับร้อยปี อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาทางทิศตะวันตกของเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า
ปัจจุบันมีประชากรราว 110 หลังคาเรือน รวมกว่า 357 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและปศุสัตว์
ภูมิประเทศซึ่งถูกโอบล้อมด้วยทิวเขาสลับซับซ้อนทำให้ระบบไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ในอดีตเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืน ชาวบ้านต้องอาศัยแสงจากเทียนหรือขี้ไต้ ขณะที่บางครัวเรือนมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กที่เพียงพอสำหรับการให้แสงสว่างขั้นพื้นฐานเท่านั้น

GULF จึงเข้าไปติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโป่งน้ำร้อน–วุ้งกะสัง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย สุขภาวะ และโอกาสทางการศึกษาของเด็กก่อนวัยเรียน
จากนั้นไฟฟ้าพลังงานสะอาดยังถูกเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ทั้งศาลาอเนกประสงค์และลานกีฬา ทำให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถกลับมาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของหมู่บ้านได้อีกครั้ง
ดวงใจ จูมงคล ผู้ใหญ่บ้านวุ้งกะสัง ระบุว่า การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างมาก เพราะนอกจากประโยชน์ต่อเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแล้ว ชาวบ้านยังมีจุดสำหรับชาร์จเครื่องมือทางการเกษตรและอุปกรณ์สื่อสาร ไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกหมู่บ้านเพื่อชาร์จไฟเหมือนในอดีต
แต่หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นหลังพระอาทิตย์ตก เมื่อพื้นที่ส่วนกลางมีแสงสว่างเพียงพอ กลุ่มแม่บ้านสามารถมารวมตัวกันเพื่อประกอบอาชีพเสริม ทั้ง การทอผ้าพื้นเมืองและงานจักสาน สร้างรายได้เพิ่มเติมให้ครอบครัว
จากเดิมที่ความมืดหมายถึงการสิ้นสุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของวัน พลังงานแสงอาทิตย์จึงช่วย “ขยายเวลาแห่งโอกาส” ให้ชุมชนสามารถสร้างงานและรายได้ต่อไปได้ในช่วงกลางคืน

จาก “พลังงานสะอาด” สู่โครงสร้างพื้นฐานสร้างโอกาส
เรื่องราวของบ้านดอยเวียง บ้านปากนาย และบ้านวุ้งกะสัง สะท้อนภาพเดียวกันว่า พลังงานสะอาดสามารถมีบทบาทมากกว่าการผลิตกระแสไฟฟ้า
เมื่อไฟฟ้าเดินทางไปถึงพื้นที่ที่เคยขาดแคลน ผลลัพธ์สามารถต่อยอดไปถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร การสร้างอาชีพ การลดต้นทุน การเพิ่มรายได้ การศึกษา การสื่อสาร และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี GULF เดินหน้าส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้พื้นที่ห่างไกล โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนเข้าไปตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละชุมชน เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสาธารณสุข การศึกษา การสื่อสาร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิด การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) ที่นำศักยภาพและความเชี่ยวชาญจากธุรกิจมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาสังคม ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนในระยะยาว

GULF เปิดรับพิกัด “พื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า” ติดตั้งโซลาร์เซลล์ฟรี ถึง 28 ส.ค. 2569
เพื่อขยายโอกาสไปสู่ชุมชนอื่น GULF เปิดโครงการ “GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต” เชิญชวนประชาชนร่วมเสนอพิกัดชุมชนหรือพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า เพื่อรับการพิจารณาสนับสนุนและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เปิดรับการเสนอชื่อและรายละเอียดพื้นที่ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ผู้สนใจสามารถเสนอพื้นที่ผ่าน แบบฟอร์มเสนอพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า GULF Sparks, Life Starts หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน Facebook Gulf SPARK
ทั้งนี้ การพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เป็นดุลยพินิจของบริษัท และบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการพิจารณาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

