CPF มองครึ่งปีหลัง 2569 สัญญาณตลาดเนื้อสัตว์เริ่มเปลี่ยนทิศ หลังอุปสงค์–อุปทานในหลายประเทศทยอยกลับเข้าสู่สมดุล เตรียมรับจังหวะราคาเนื้อสัตว์ฟื้น ด้วยการยกระดับประสิทธิภาพ Supply Chain พัฒนาสินค้าร่วมกับพันธมิตร พร้อมเร่งใช้ AI และ AgriTech ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะที่ผลประกอบการ 6 เดือนแรก ยังรักษากำไรสุทธิ 8,951 ล้านบาท จากรายได้ 283,883 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาล 0.45 บาทต่อหุ้น
หลังต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดเนื้อสัตว์ทั่วโลกตลอดช่วงครึ่งปีแรก ทั้งภาวะปริมาณเนื้อสัตว์ล้นตลาด โรคระบาดในการเลี้ยง ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ครึ่งปีหลัง 2569 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ในการปรับตัวรับกับทิศทางตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง
สัญญาณสำคัญมาจากภาวะอุปสงค์และอุปทานเนื้อสัตว์ในหลายประเทศที่เริ่มปรับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น ซึ่งบริษัทประเมินว่าจะช่วยให้ราคาเนื้อสัตว์มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากระดับค่อนข้างต่ำในช่วงครึ่งปีแรก และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง
ตลาดเปลี่ยน CPF ปรับกลยุทธ์รับครึ่งปีหลัง
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศประสบภาวะปริมาณเนื้อสัตว์เกินสมดุล ขณะที่บางประเทศเผชิญปัญหาโรคระบาดในการเลี้ยง จนนำไปสู่การเร่งขายเนื้อสัตว์ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และกดดันระดับราคาในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเริ่มเห็นแนวโน้มการปรับสมดุลของปริมาณเนื้อสัตว์ในหลายประเทศดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาเนื้อสัตว์ในหลายตลาดมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างต่ำในครึ่งปีแรก
การรับมือกับตลาดที่กำลังเปลี่ยนทิศครั้งนี้ CPF ไม่ได้ให้น้ำหนักเฉพาะการฟื้นตัวของราคา แต่ยังเดินหน้าปรับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจควบคู่กัน ตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปจนถึงการร่วมพัฒนาสินค้ากับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

AI–AgriTech เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่
อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปรับตัวคือการนำ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และเกษตรอัจฉริยะ (AgriTech) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน
แนวทางดังกล่าวดำเนินไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาด รวมถึงการทำงานร่วมกับเกษตรกรและพันธมิตรคู่ค้ารอบด้าน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงร่วมกันในระยะยาว
เมื่อประกอบกับทิศทางอุปสงค์และอุปทานของตลาดเนื้อสัตว์ที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล CPF จึงมองว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และน่าจะอยู่ในระดับที่ดีกว่าครึ่งปีแรก
ครึ่งปีแรกเจอแรงกดดันจากราคาสุกร–ต้นทุนเพิ่ม
ทิศทางการปรับตัวในช่วงครึ่งปีหลังเกิดขึ้นหลังจาก CPF ต้องเผชิญกับโจทย์ท้าทายหลายด้านในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะราคาสุกรที่ต่ำกว่าระดับเดียวกันของปีก่อน และในบางประเทศราคาเนื้อสัตว์ยังต่ำกว่าต้นทุนการเลี้ยง โดยเฉพาะประเทศจีน
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกระทบต่อต้นทุนด้านการขนส่งและวัตถุดิบของธุรกิจ
ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว CPF รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้จากการขายรวม 283,883 ล้านบาท โดยรายได้จากกิจการในต่างประเทศ 13 ประเทศ คิดเป็น 66% ของรายได้จากการขายรวม ขณะที่กิจการในประเทศไทยมีสัดส่วน 34%
บริษัทมีกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทจำนวน 8,951 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังอยู่ในระดับความสามารถในการทำกำไรตามกรอบปกติของอุตสาหกรรม โดยมี อัตรากำไรขั้นต้น 15% และอัตรากำไรสุทธิ 3%
บอร์ด CPF เคาะปันผล 0.45 บาทต่อหุ้น
แม้ครึ่งปีแรกต้องรับมือกับความผันผวนของตลาด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก ในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 41% ของกำไรสุทธิ
บริษัทกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 1 กันยายน 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 31 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 กันยายน 2569
ทิศทางของ CPF ในช่วงครึ่งปีหลังจึงไม่ได้อยู่เพียงการรอรับการฟื้นตัวของราคาเนื้อสัตว์ แต่เป็นการปรับประสิทธิภาพธุรกิจให้พร้อมรับกับโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการบริหาร Supply Chain การพัฒนาสินค้าร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร การใช้ AI และ AgriTech ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการเติบโตท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมอาหารโลก

