“จริงใจ มาหา…นคร ครั้งที่ 13” งานแสดงสินค้าชุมชน สะท้อนบทบาทใหม่ของธุรกิจค้าปลีก เชื่อมผู้ผลิตท้องถิ่นสู่กำลังซื้อในเมือง ผ่านพื้นที่จำหน่าย การสร้างแบรนด์ และการยกระดับมาตรฐานสินค้า
ปี 2569 กลุ่มเซ็นทรัลนำสินค้ากว่า 1,000 รายการ จาก 127 ร้านค้า 55 ชุมชน ใน 53 จังหวัด มาจัดจำหน่ายที่เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 14-19 กรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่กำลังใช้เครือข่ายธุรกิจเป็นช่องทางผลักดันเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน
จาก “ตลาดนัด” สู่เครื่องมือพัฒนา Supply Chain
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งานสินค้าชุมชนส่วนใหญ่มีบทบาทในฐานะพื้นที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะกิจ แต่โมเดลของ “จริงใจ มาหา…นคร” แสดงให้เห็นว่าธุรกิจค้าปลีกกำลังขยับบทบาทจากผู้จัดงานอีเวนต์ ไปสู่การเป็น Business Enabler ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

สินค้าที่นำมาออกบูธในงาน “จริงใจ มาหา…นคร ครั้งที่ 13” มีทั้งสินค้าเกษตร อาหาร GI ผลิตภัณฑ์แปรรูป งานคราฟต์ และสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนที่ผ่านการพัฒนาร่วมกับเครือข่ายธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ Central Tham, Tops, Tops ท้องถิ่น, Thai Watsadu, GO Wholesale และ Good Goods
โมเดลดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรายย่อยไม่เพียงมีพื้นที่ขายสินค้า แต่ยังได้เรียนรู้มาตรฐานการค้าปลีก การออกแบบสินค้า การสร้างแบรนด์ และพฤติกรรมผู้บริโภคในเมือง

“สินค้าชุมชน” ต้องแข่งขันได้ ไม่ใช่เพียงได้รับการสนับสนุน
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า สินค้าชุมชนจะสามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดปัจจุบันได้อย่างเข้มแข็ง จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพสินค้า ไปจนถึงการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย”
สาระสำคัญของแนวคิดดังกล่าว คือการเปลี่ยนมุมมองจากการ “ช่วยเหลือชุมชน” ไปสู่การสร้าง ศักยภาพในการแข่งขัน (Competitiveness) ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

“เซ็นทรัล ทำ” สร้างรายได้รวมเครือข่ายชุมชนกว่า 2,400 ล้าน
จากคำกล่าวบนเวทีเปิดงาน พิชัย เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจหลายประเด็น ได้แก่ งานปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ปีที่ผ่านมา งานสร้างยอดขายประมาณ 20 ล้านบาท และสำหรับปีนี้ตั้งเป้ายอดขายภายในงานไว้ที่ 30-40 ล้านบาท และโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” มีมูลค่ารายได้รวมของเครือข่ายชุมชนประมาณ 2,400 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าให้รายได้เติบโตอีก 15-20% ในปีนี้
นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในเครือข่ายกว่า 14 แห่ง เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชนต่อไป
พิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากตัวเลขเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าการพัฒนาสินค้าชุมชนกำลังถูกวัดผลด้วยตัวชี้วัดทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม

ไฮไลต์สำคัญของงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลัก ประกอบด้วย
- มหานครทอใจ
- พื้นที่จัดแสดงสินค้าชุมชน กิจกรรมเวิร์กช็อป ร้าน Good Goods Café และมินิคอนเสิร์ต พร้อมพื้นที่ของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและความยั่งยืน
- สวนสามฤดู
- รวบรวมผลผลิตทางการเกษตร สินค้า GI และอาหารแปรรูปจากหลายจังหวัด เช่น ไข่ผำ อินทผลัมสด มะคาเดเมียดอยช้าง ลำไยอบแห้ง และน้ำพริกพื้นถิ่น
- ครัวล้อมวง
- พื้นที่รวมอาหารพื้นถิ่นทั่วประเทศ รวมถึงครั้งแรกของโซน Selected Thai Craft Spirits ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตสุราชุมชนไทยนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค

- จั่วร้อยรส
- สินค้า Grab & Go จากวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ภายใต้ Tops ท้องถิ่น
- ลานถักร้อย
- โซนงานผ้า งานคราฟต์ และหัตถกรรมจากหลายจังหวัด เช่น น่าน ตรัง สกลนคร และนครศรีธรรมราช
- บ้านทอสุข
- พื้นที่สร้างโอกาสทางอาชีพให้ผู้พิการ ผู้พิการทางสายตา และศิลปินออทิสติก ผ่านบริการและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์
จากภาพการดำเนินงานของเซ็นทรัลทำ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดค้าปลีกทั่วโลก ที่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วย คุณค่าของสินค้า (Value Proposition) และ เรื่องราวของแบรนด์ (Brand Storytelling)

สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองและนักท่องเที่ยว สินค้าที่มีแหล่งที่มาชัดเจน ผลิตจากชุมชน หรือมีอัตลักษณ์ท้องถิ่น กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความแตกต่างจากสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป
ส่วนมุมของผู้ประกอบการค้าปลีก การนำสินค้าชุมชนเข้าสู่ระบบจัดจำหน่ายยังช่วย เพิ่มความหลากหลายของสินค้า (Product Differentiation) สร้างความสัมพันธ์กับผู้ผลิตต้นน้ำ พร้อมทั้งตอบโจทย์กลยุทธ์ ESG และความยั่งยืน เพิ่มประสบการณ์การช้อปปิ้งผ่านสินค้าเฉพาะพื้นที่ (Local Experience) ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
Sustainability กลายเป็นองค์ประกอบของการจัดอีเวนต์
อีกประเด็นที่สะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจ คือการประกาศจัดงานในรูปแบบ Carbon Neutral Event มาตรการที่นำมาใช้ ได้แก่
- วัสดุตกแต่งแบบ Reuse และ Recycle
- บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
- ระบบคัดแยกขยะภายในงาน
- นำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบโครงการ Plant Together เพื่อจัดซื้อกล้าไม้และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการจัดอีเวนต์ด้านค้าปลีก กำลังผสานเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับกิจกรรมทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบในผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศ
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกและเศรษฐกิจฐานราก
การจัดงาน “จริงใจ มาหา…นคร” มีนัยสำคัญต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการชุมชน การเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง การทดสอบตลาดในเมือง การสร้างแบรนด์และฐานลูกค้าใหม่ การเพิ่มโอกาสต่อยอดสู่ช่องทางค้าปลีกถาวร
ส่วนในภาคของผู้บริโภค ทำให้เข้าถึงสินค้าท้องถิ่นจากหลายจังหวัดในจุดเดียว ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่มีแหล่งผลิตและเรื่องราวชัดเจน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตโดยตรง

โมเดลนี้อาจกลายเป็นต้นแบบของการสร้าง Inclusive Supply Chain ที่เชื่อมผู้ผลิตรายย่อยเข้ากับระบบค้าปลีกสมัยใหม่ พร้อมยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น
แม้งาน “จริงใจ มาหา…นคร ครั้งที่ 13” จะอยู่ในรูปแบบมหกรรมสินค้าชุมชน แต่ในเชิงธุรกิจถือเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนบทบาทผู้ค้าปลีกไทย จากผู้จำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้พัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตในระดับฐานราก
เมื่อการพัฒนาสินค้าชุมชนถูกเชื่อมโยงกับมาตรฐานค้าปลีก การสร้างแบรนด์ และช่องทางตลาดสมัยใหม่ โอกาสในการเพิ่มรายได้และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ได้รับทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านการตัดสินใจซื้อในชีวิตประจำวัน

