โครงการ “ซันโทรี่ มิซุอิกุ” สะท้อนทิศทางใหม่ การบริหารความเสี่ยงในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และเหตุใดการปลูกฝังเยาวชนวันนี้ อาจกลายเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในอนาคต
“น้ำ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของภาคธุรกิจ จากทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มต้องขยายบทบาทจากการบริหารจัดการภายในโรงงาน ไปสู่การสร้างความรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำให้กับชุมชนและเยาวชน
ล่าสุด ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) และ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย สานต่อโครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมขยายพื้นที่ดำเนินงานและยกระดับการเรียนรู้ผ่านค่ายธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มใหม่ของ ESG ที่ไม่ได้วัดเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่รวมถึงการบริหาร “ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจเครื่องดื่มในระยะยาว
“น้ำ” กลายเป็นความเสี่ยงเชิงธุรกิจของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม
ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตประชาชน
สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม น้ำไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบหลัก แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่แหล่งผลิตวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการดำเนินงานของโรงงาน

ทานุจ ชาดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทรัพยากรน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การบริหารจัดการน้ำกำลังเปลี่ยนจาก “กิจกรรม CSR” ไปสู่ “กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงของธุรกิจ” มากขึ้น
จาก CSR สู่ ESG เมื่อการอนุรักษ์น้ำกลายเป็นกลยุทธ์ระยะยาว
โครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ” ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ความร่วมมือของ กรมทรัพยากรน้ำ กรมควบคุมมลพิษ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC) ใช้แนวคิด “ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา (No Water, No Life)” เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องวัฏจักรน้ำผ่านการเรียนรู้จากพื้นที่จริง ทั้งเขื่อน ป่าต้นน้ำ และชุมชน
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ของการดำเนิน โครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ” ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เยาวชนและครู กว่า 19,700 คน ครอบคลุม 60 โรงเรียน โดยดำเนินงานในจังหวัดชลบุรี ระยอง และขยายสู่จังหวัดสระบุรีในปี 2569 สำหรับค่ายมิซุอิกุ ปีล่าสุด มีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน จาก 30 โรงเรียน

เด็กที่เข้าร่วมโครงการ เป็นเด็กในช่วงอายุ 10-12 ปี ซึ่งจากการทำรีเสิร์จในประเทศญี่ปุ่น พบว่า ช่วงอายุ 10-12 ปี เป็นช่วยอายุที่รับรู้ได้ดีที่สุด และยังสามารถส่งต่อได้ดีที่สุด โดยโครงการในภูมิภาคนี้เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศเวียดนามก่อน และเข้ามาไทยในปี 2019 โดยทำในลักษณะ model school โดยจับมือกับทาง อเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education Centre หรือ EEC)
จนเมื่อ 3 ปีก่อน ได้จับมือกันในวันซันโทรี่ (One Suntory) โดย merge ลักษณะเด่นของแต่ละโครงการเข้ามาด้วยกัน คือมีทั้ง water camp และ Business Week Model School แล้วก็คัดเลือกโรงเรียนที่ชนะ พาไปดู Mizuku Original ที่ญี่ปุ่น โดยคัดจะเลือกเด็กจากจังหวัดที่เรามีโรงงานมา อย่างทาง Beverage จะมีโรงงานที่ชลบุรี ส่วนทาง PepsiCo จะมีอยู่ที่สระบุรี แล้วก็ที่ระยอง
สร้างแรงกระเพื่อมผ่าน Edutainment
อเล็ก กล่าวว่า ทาง EEC ร่วมดำเนินการเป็นลักษณะ edutainment ให้เป็น experience classroom ให้เด็กๆ ได้ลงไปที่ไซต์จริงๆ ระหว่างการเรียนรู้จะนำบทเพลงเข้ามาประกอบ เพื่อกระตุ้นความสนใจให้กับเด็กๆ
จริงๆ ดั้งเดิม EEC เป็นองค์กรที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาอยู่แล้ว หลักการก็คือ Edutainment หรือว่า Environmental Education ก็คือสร้างขบวนการเรียนรู้ให้เยาวชนและผู้ใหญ่ ทำความเข้าใจด้วยพื้นฐานว่า education เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง ด้วยการนำเสนอองค์ความรู้ ออกมาให้มันสนุกมากที่สุด

เรามีเพลงนะครับ Edutainment ก็มาจาก Education กับ Entertainment แล้วก็ Experience Base ผมคิดว่าในยุคนี้ เรื่อง knowledge มันเป็นอะไรที่หาได้ไม่ยากเหมือนเมื่อก่อน และเรามี AI มีอะไรอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้นการสร้าง experience ในการเรียนรู้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กๆ อยากที่จะมาเข้าร่วมโครงการ
ผู้ชนะแต่ละจังหวัดได้รับโอกาสศึกษาดูงานประเทศญี่ปุ่น
จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ ของ โครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ” คือการวัดผลมากกว่าการจัดกิจกรรม และหนึ่งในจุดที่แตกต่างของโครงการปีนี้ คือการต่อยอดหลังจบค่าย ผ่านโครงการ Mizuiku Water Model School โดยโรงเรียนทุกแห่งจะได้รับงบสนับสนุนเริ่มต้นเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาโครงการอนุรักษ์น้ำจริง ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ โดยใช้เกณฑ์ประเมิน 4 ด้าน ได้แก่
- นโยบายของโรงเรียน
- การมีส่วนร่วมของบุคลากร
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการใช้น้ำ
- การขยายผลสู่ชุมชน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากการวัด “จำนวนผู้เข้าร่วม” ไปสู่การวัด “ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม” ซึ่งเป็นแนวโน้มที่องค์กรด้าน ESG ให้ความสำคัญมากขึ้น

การดำเนินโครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ : เรารักษ์น้ำ” สร้างผลกระทบให้แต่ละภาคส่วน เริ่มจากผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่ม แนวโน้มการลงทุนด้าน Water Stewardship จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้ผลิตเครื่องดื่มทั่วโลก เนื่องจากความมั่นคงด้านน้ำมีผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องของธุรกิจ และการประเมินด้าน ESG ของนักลงทุน
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการแข่งขันด้าน ESG การดำเนินโครงการร่วมกับภาครัฐ ภาคการศึกษา และองค์กรสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นว่า ESG ในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันที่การบริจาคหรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่แข่งขันกันที่การสร้างผลลัพธ์เชิงระบบและความร่วมมือหลายภาคส่วน
สุดท้ายคือผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลงทุนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจึงอาจกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว แม้ผลลัพธ์จะไม่สะท้อนผ่านยอดขายในทันที

โอเมอร์ มาลิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าสนับสนุนการเข้าถึงโครงการอนุรักษ์น้ำและแหล่งน้ำสะอาดให้ประชากร 5 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2573 ผ่านโครงการด้านการศึกษาธรรมชาติและน้ำที่เริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2547 ก่อนขยายสู่ 8 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ในระยะสั้น โครงการ “มิซุอิกุ” อาจถูกมองเป็นกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ในมุมธุรกิจ การลงทุนสร้างความรู้ด้านทรัพยากรน้ำตั้งแต่ระดับเยาวชนสะท้อนแนวคิดการบริหารความเสี่ยงของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจาก Climate Change และข้อกำหนดด้าน ESG ที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก

