โครงการ ชุมชนคาร์บอนต่ำ พื้นที่คลองสามวา สะท้อนแนวโน้มใหม่ของการพัฒนาเมือง ที่ไม่ได้วัดผลเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจผ่านการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบริหารจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง
ความร่วมมือระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กับ บ้านปู จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในระดับชุมชนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม งบประมาณ และคุณภาพชีวิต ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบของการขยายผลสู่พื้นที่เมืองอื่นในอนาคต
โมเดล “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” จากนโยบายสู่การปฏิบัติ
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ส่งมอบโครงการ ชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา ให้กับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เขตคลองสามวา เพื่อใช้ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดการพลังงานสะอาดและขยะอินทรีย์
โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องภายใต้กลไกความร่วมมือ Thailand Climate Action Conference (TCAC) ที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมดำเนินมาตรการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่

โกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า
“ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเคซี 1 เป็นต้นแบบของชุมชนที่สามารถจัดการตนเองและมีส่วนร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนตั้งแต่ระดับครัวเรือน กรมฯ มีแผนขยายรูปแบบความร่วมมือลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ”
ลงทุน 8 เดือน สร้างผลลัพธ์ทั้งด้านพลังงานและการจัดการขยะ
ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 เดือน บ้านปูสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
- ระบบ Solar Rooftop
- ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 กิโลวัตต์
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
- ลดค่าไฟฟ้าส่วนกลางของศูนย์เรียนรู้ได้เฉลี่ยกว่า 24,000 บาทต่อปี
- ระบบจัดการขยะอินทรีย์
โครงการติดตั้งจุดสาธิตจัดการเศษอาหารจากครัวเรือน ประกอบด้วย ถังหมักเศษอาหาร และ ระบบกำจัดเศษอาหารด้วยหนอนแมลงวันลาย (BSF)
แนวทางดังกล่าวช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องส่งเข้าสู่หลุมฝังกลบ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นควบคู่กับการลดคาร์บอน
นอกเหนือจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม โครงการยังสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม งบประมาณที่ประหยัดได้จากค่าไฟฟ้าส่วนกลาง ถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะ เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ การฝึกอาชีพกลุ่มแม่บ้าน กิจกรรมของ อสม. และการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
ขณะที่เศษอาหารซึ่งเดิมกลายเป็นขยะ ถูกเปลี่ยนเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนด้านการทำเกษตรในเมืองและลดภาระการกำจัดขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โมเดลนี้ส่งสัญญาณอะไรต่อภาคธุรกิจ
การดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิด ESG และการลดคาร์บอนของภาคเอกชนกำลังเปลี่ยนจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมแบบครั้งคราว ไปสู่การลงทุนที่สามารถวัดผลเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน
ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่
- พลังงานสะอาดในระดับชุมชน มีศักยภาพช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ไม่ใช่เพียงลดการปล่อยคาร์บอน
- การจัดการขยะที่ต้นทาง อาจกลายเป็นแนวทางสำคัญของเมืองใหญ่ เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการขนส่งและการฝังกลบ
- ความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ประชาชน มีแนวโน้มเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่ภาครัฐจะผลักดันมากขึ้น เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศไทย
สำหรับภาคธุรกิจ การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถวัดผลตอบแทนได้ชัดเจน อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโครงการ ESG ในอนาคต

จิรเมธ อัชชะ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – บริหารและพัฒนาองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนของบริษัท พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและการจัดการขยะอินทรีย์ในระดับชุมชน โดยคาดหวังให้โครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งสามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว
ด้านเบญจพร เมืองอินทร์ ประธานเครือข่าย ทสม. เขตคลองสามวา ระบุว่า การใช้พลังงานสะอาดและระบบจัดการเศษอาหารช่วยให้ชุมชนลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะอาดของพื้นที่ และเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยชีวภาพสำหรับการเกษตรในเมือง
แนวโน้มในระยะต่อไปหากโครงการต้นแบบสามารถขยายผลไปยังชุมชนเมืองอื่นได้ จะช่วยเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ทั้งจากการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การบริหารจัดการขยะ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

