เจาะลึก Regenerative Marketing แนวคิดการตลาดฟื้นฟูที่อาจเข้ามาแทน Sustainability หลังปี 2030 และผลกระทบต่อธุรกิจไทย Sustain คือการคงไว้ แต่ Regenerative คือการฟื้นฟู โลกไม่ได้ต้องการแค่รักษาสภาพเดิมอีกต่อไป แต่ต้องการให้ธุรกิจช่วยทำให้โลกดีขึ้น
ในขณะที่ภาคธุรกิจทั่วโลกยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) อย่างต่อเนื่อง แนวคิดใหม่อย่าง Regenerative Marketing หรือ “การตลาดฟื้นฟู” กำลังถูกจับตาว่าอาจเป็นทิศทางสำคัญของโลกธุรกิจหลังปี 2030 เมื่อเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสร้างผลลัพธ์เชิงบวกกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ ชุมชน และธรรมชาติ
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในเวที ZEN Exclusive Talk 2026 ภายใต้หัวข้อ Beyond Sustainability: Regenerative Marketing and Japanese Wisdom for Sustainable Legacy ซึ่งสะท้อนความพยายามของภาคการตลาดไทยในการมองหากรอบคิดใหม่เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และแรงกดดันด้าน ESG ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
Regenerative Marketing คืออะไร ต่างจาก Sustainability อย่างไร
- จาก “คงไว้” สู่ “ฟื้นฟู”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า แนวคิดด้านความยั่งยืนในปัจจุบันมุ่งเน้นการ “รักษาสมดุล” หรือทำให้ผลกระทบทางธุรกิจอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แต่แนวคิด Regenerative Marketing ก้าวไปอีกขั้น โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจสร้างผลลัพธ์เชิงบวกกลับคืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม
“Sustain คือการคงไว้ แต่ Regenerative คือการฟื้นฟู โลกไม่ได้ต้องการแค่รักษาสภาพเดิมอีกต่อไป แต่ต้องการให้ธุรกิจช่วยทำให้โลกดีขึ้น”
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสระดับโลกที่เริ่มตั้งคำถามว่า เป้าหมาย ESG และ SDGs ในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ และวิกฤตทรัพยากรที่ทวีความรุนแรงขึ้น
- ทำไมแนวคิดนี้จึงเริ่มมีความสำคัญต่อธุรกิจ
โลกธุรกิจเผชิญแรงกดดันมากกว่ายุคก่อน ผู้บริหารและนักวิชาการที่ร่วมเวทีเสวนามองตรงกันว่า ปัจจัยเสี่ยงใหม่ในโลกธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันทางการตลาด แต่ยังรวมถึง

- ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ความคาดหวังด้าน ESG จากนักลงทุน
- พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่
- เทคโนโลยี AI ที่ลดความแตกต่างระหว่างแบรนด์
ในสถานการณ์ดังกล่าว การแข่งขันด้วยฟังก์ชันสินค้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ผู้บริโภครุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนกติกาการตลาด
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบยกบนเวที คือกรณีศึกษาของผู้บริโภค Gen Z ที่ตีความเรื่องความยั่งยืนแตกต่างจากนักการตลาดรุ่นก่อน ตัวอย่างเช่น การที่บริษัทลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ลง 40% อาจถูกมองว่าเป็นความสำเร็จด้าน ESG ในสายตาผู้บริหาร แต่ผู้บริโภครุ่นใหม่กลับตั้งคำถามว่า
- ต้นทุนที่ลดลงส่งผลต่อราคาสินค้าหรือไม่
- การสื่อสารเรื่องความหลากหลายเป็นการเปลี่ยนแปลงจริง หรือเป็นเพียง “Rainbow Washing”
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า การทำ ESG หรือ Sustainability ไม่สามารถอาศัยเพียงการสื่อสารภาพลักษณ์ได้อีกต่อไป แต่ต้องพิสูจน์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
“นิ่ง กลม ตรง คืน” สูตรการตลาดฟื้นฟูแบบตะวันออก
แนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากภูมิปัญญาญี่ปุ่น ดร.เอกก์ เสนอกรอบคิด Regenerative Marketing ผ่าน 4 คำสำคัญ ได้แก่
1. นิ่ง (Stillness)
ลดการตลาดที่เร่งเร้าและกระตุ้นการบริโภคเกินจำเป็น
ตัวอย่างสำคัญคือ Patagonia ที่เคยเปิดแคมเปญ “Don’t Buy This Jacket” พร้อมสนับสนุนการซ่อมเสื้อผ้าและการใช้งานระยะยาว
2. กลม (Harmony)
สร้างคุณค่าผ่านความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติ
กรณีศึกษาของ “ห่านคู่” ที่สื่อสารกับ “คนธรรมดา” จนกลายเป็นไวรัล และได้รับการตอบรับจากหลายแบรนด์ไทย สะท้อนว่าความเรียบง่ายอาจกลายเป็นความแตกต่างทางการตลาดได้

3. ตรง (Transparency)
การสื่อสารอย่างโปร่งใสและจริงใจมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์
แนวคิดนี้สอดคล้องกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความจริงใจของแบรนด์มากกว่าการโฆษณาเชิงสร้างภาพ
4. คืน (Give Back)
ธุรกิจต้องสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคมและระบบนิเวศ
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้น ได้แก่ โครงการนำกล่องกระดาษกลับมารีไซเคิลเป็นเตียงสนามช่วงโควิด-19 และการนำวัสดุเหลือใช้ในภาคก่อสร้างกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน
บทเรียนจากญี่ปุ่น ทำไมบริษัทอายุเกิน 100 ปีจึงยังอยู่รอด
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในเวทีเสวนาคือการศึกษาปรัชญาการบริหารแบบญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบริษัทอายุเกิน 100 ปีจำนวนมากที่สุดในโลก ซึ่งผู้จัดงานมองว่าเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญสำหรับองค์กรไทยที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
แนวคิดที่ถูกหยิบยกมาประกอบ ได้แก่
- การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- การให้ความสำคัญกับลูกค้าในระยะยาว
- การสร้างคุณค่าต่อสังคมควบคู่กับผลกำไร
- การพัฒนาธุรกิจโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ
ผลกระทบต่อธุรกิจไทย มากกว่าแค่เทรนด์การตลาด
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรจับตา
หากแนวคิด Regenerative Marketing กลายเป็นกระแสหลักในระดับสากล ธุรกิจไทยอาจต้องปรับตัวใน 3 มิติสำคัญ
1. ESG จะถูกยกระดับจาก Compliance สู่ Impact
องค์กรจะถูกประเมินจากผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงนโยบายหรือรายงานความยั่งยืน
2. ผู้บริโภคจะตรวจสอบแบรนด์เข้มข้นขึ้น
ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือจะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของธุรกิจ
3. การเติบโตต้องสร้างคุณค่าคืนสู่ระบบ
แนวคิด “Net Positive” หรือการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกสุทธิ อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของภาคธุรกิจในอนาคต
แม้ Regenerative Marketing จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงแนวคิด แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของโลกธุรกิจ จากยุคที่เน้น “ลดผลกระทบ” ไปสู่ยุคที่ธุรกิจต้องมีบทบาทในการ “ฟื้นฟู” สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ
สำหรับองค์กรไทย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการทำ ESG ให้ครบตามเกณฑ์ แต่คือการตอบคำถามให้ได้ว่า ธุรกิจสามารถสร้างคุณค่าเชิงบวกกลับคืนสู่โลกได้มากเพียงใดในระยะยาว

