WHA Group ยกระดับ Biodiversity สู่กลยุทธ์ธุรกิจ ตั้งเป้า No Net Loss ปี 2030 และ Nature Positive ปี 2050 เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่นิคมออุตสาหกรรม ขยายการสร้างคุณค่าทางธรรมชาติควบคู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ
WHA Group ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ด้าน Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมาย No Gross Deforestation ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net Positive Impact on Biodiversity ภายในปี 2050 ผ่านการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนบทบาทใหม่ของผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มุ่งเพียงลดคาร์บอน แต่ขยายสู่การสร้างคุณค่าทางธรรมชาติควบคู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ
Biodiversity กลายเป็นแต้มต่อการแข่งขันใหม่ของภาคอุตสาหกรรม
ท่ามกลางกระแส ESG และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังถูกยกระดับเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของภาคธุรกิจไม่ต่างจาก Climate Change

WHA Group จึงวาง Biodiversity เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักเพื่อรองรับความคาดหวังของนักลงทุน ลูกค้าข้ามชาติ และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านธรรมชาติ (Nature-related Risk) มากขึ้น
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Shape the Future for Thailand” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน
ผลสำเร็จ ESG รอบด้าน ผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก
WHA Group เดินหน้าความยั่งยืนภายใต้ 5 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
- การดูแลสิ่งแวดล้อม
- การสร้างพลังทางสังคม
- การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล
- การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว
- การเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่
- เพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนสู่เป้าหมาย 1,222 เมกะวัตต์
- เพิ่มปริมาณน้ำ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร
- ผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า 10,000 คัน ภายในปี 2030
- ศึกษาเทคโนโลยีลดคาร์บอนแห่งอนาคต เช่น SMR, Green Hydrogen และ CCUS
- พัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการขยะอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ EV ที่หมดอายุการใช้งาน

“กรีนต้องกินได้” โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของคุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Group คือ “ยุทธศาสตร์กรีนต้องกินได้”
แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการทำให้ความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน
“เราเป็นผู้บุกเบิกในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการลดคาร์บอน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่รองรับเทคโนโลยีสีเขียวทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าของ WHA Group เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางทรัพยากร และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ”

นิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของไทยที่ฟื้นฟู Biodiversity อย่างเป็นรูปธรรม
WHA กลายเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายแรกของประเทศไทยที่นำแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพมาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
บริษัทตั้งเป้าหมาย
- No Gross Deforestation ภายในปี 2573
- Net Positive Impact on Biodiversity ภายในปี 2593

โดยยึดหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform พร้อมดำเนินโครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในปี 2568 ครอบคลุมพื้นที่ 150 ไร่ ใน 3 นิคมอุตสาหกรรม และจะขยายเป็น 233 ไร่ ใน 8 นิคมอุตสาหกรรม ภายในปี 2569
ผนึกมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาพื้นที่สีเขียวสู่มาตรฐาน OECM
หนึ่งในโครงการสำคัญคือการฟื้นฟูระบบนิเวศภายในนิคมอุตสาหกรรม WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 2 (WHA ESIE 2)
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวใช้แนวคิด Nature-based Solutions เพื่อยกระดับคุณภาพพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ จากการสำรวจ Biodiversity Baseline Survey ในปี 2568 พบว่า พื้นที่มี พรรณไม้ 89 ชนิด นก 31 ชนิด สภาพดินที่มีอินทรียวัตถุปานกลางและมีความหนาแน่นสูง

ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ถูกนำมาใช้วางแผนฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมดำเนินโครงการฟื้นฟูคุณภาพดินผ่านแนวคิด Soil Regenerative ในพื้นที่ WHA ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง 36 (RY36)
เป้าหมายระยะยาวคือการผลักดันพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐาน OECM (Other Effective Area-based Conservation Measures) ซึ่งเป็นแนวทางอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครองที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ
ปลูกแล้วกว่า 15,800 ต้น ขยายพื้นที่ฟื้นฟูต่อเนื่องทั่วประเทศ
ภายใต้แผนฟื้นฟู Biodiversity อย่างเป็นระบบ WHA Group ได้ดำเนินการปลูกต้นไม้แล้วมากกว่า 15,800 ต้น ครอบคลุมพื้นที่ 69 ไร่ ใน WHA ESIE 2 และ WHA ESIE 3 ในปี 2568
สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมขยายการปลูกป่าเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ ใน WHA ESIE 2 และ RY36 และ อีก 82 ไร่ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอื่น ประกอบด้วย WHA Saraburi Industrial Land (WHA SIL), WHA Chonburi Industrial Estate 1 (CIE1), WHA Eastern Seaboard Industrial Estate (ESIE), WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 1 (ESIE1) และ WHA Rayong Industrial Land (RIL)

การขยายพื้นที่ดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง และผลักดัน Biodiversity ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
Biodiversity เชื่อมเป้าหมาย Net Zero และ Circular Economy
การขับเคลื่อน Biodiversity เป็นหนึ่งใน 3 พันธสัญญาด้านความยั่งยืนของ WHA Group ได้แก่
- Net Zero Commitment
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2030
- บรรลุ Net Zero ครอบคลุม Scope 1, 2 และ 3 ภายในปี 2050
- Circular Commitment
- ใช้วัสดุ Green Procurement 50% ภายในปี 2030
- บรรลุ Circularity 100% ภายในปี 2050
- Nature Commitment
- รีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ใหม่ 70%
- บรรลุ No Net Loss ด้าน Biodiversity ภายในปี 2030

ก้าวสู่ Nature Positive ภายในปี 2050
WHA วางรากฐาน Future Ready Industrial Estate ดึงดูดการลงทุนยุคใหม่ โดยการลงทุนด้าน Biodiversity ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ในการแข่งขันของนิคมอุตสาหกรรม เมื่อผู้ผลิตระดับโลก นักลงทุนสถาบัน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงต่างให้ความสำคัญกับ ESG และ Nature-related Risk มากขึ้น นิคมอุตสาหกรรมที่สามารถพิสูจน์การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ย่อมมีโอกาสดึงดูดการลงทุนใหม่มากกว่า
การขับเคลื่อน Biodiversity ของ WHA Group จึงไม่เพียงตอบโจทย์ความยั่งยืน แต่ยังเป็นการสร้าง Future Ready Industrial Estate หรือนิคมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สามารถเติบโตควบคู่กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

