GIZ – TEI ส่งมอบ 5 ข้อเสนอเชิงนโยบายยกระดับเกษตรไทย รับมือกฎ EUDR และ CSDDD ของอียู รักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป สร้างโอกาสส่งออกกว่า 5 หมื่นล้านบาท
GIZ-TEI ชู 5 นโยบายสำคัญ ยกระดับเกษตรไทยสู่มาตรฐานการค้าโลก
ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคเกษตรและการส่งออก หลังสหภาพยุโรป (EU) เดินหน้าบังคับใช้กฎระเบียบด้านการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (Due Diligence) โดยเฉพาะกฎระเบียบสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR) และข้อสั่งการด้านการตรวจสอบรอบด้านอย่างยั่งยืนขององค์กร (CSDDD) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสินค้าเกษตรส่งออกหลักของไทย เช่น ยางพารา น้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์ไม้ ที่มีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ส่งมอบ 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานไทย รองรับมาตรฐานการค้าโลกยุคใหม่ และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป

ทำไมกฎ EUDR และ CSDDD จึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของไทย
ปัจจุบัน สหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าสู่ตลาดยุโรปต้องสามารถพิสูจน์ความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
ในฐานะประเทศผู้ผลิตและต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัว หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่ได้ อาจกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
สกัด 5 ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ตลอดระยะเวลา 11 เดือนที่ผ่านมา โครงการ Enhancing Readiness of Thailand to Facilitate Sustainable Trade and Alignment with EU Due Diligence Regulations (FIT for FAIR Project) ได้รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 23 องค์กร จากภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจ สถาบันวิจัย และภาคประชาสังคม

ผลลัพธ์คือการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก
2. เสริมความตระหนักรู้ด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence Awareness)
ประกอบด้วย 4 แนวทางย่อย เช่น
- จัดทำทะเบียนแรงงานเกษตรนอกระบบ
- เพิ่มมาตรการคุ้มครองแรงงาน
- พัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนที่น่าเชื่อถือ
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น
3. ยกระดับการตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Due Diligence)
ส่งเสริมแนวปฏิบัติ Eco-industrial สนับสนุนการจดทะเบียน SMEs และพัฒนามาตรฐานใบรับรองด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

4. พัฒนาศักยภาพผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Enhance Competency)
เพิ่มทักษะ Digital Literacy และความสามารถในการจัดเตรียม “หลักฐานแสดงกระบวนการทำงาน” (Evidence of Procedures) เพื่อรองรับการตรวจสอบจากคู่ค้าต่างประเทศ
5. จัดตั้งศูนย์ข้อมูลและคลินิกให้คำปรึกษา (Data Repository and Support Clinic)
สร้างคลังข้อมูลกลางและศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
ตลาดยุโรปให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน
โยฮันเนส แคร์เนอร์ (Mr. Johannes Kerner) ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยุโรปกำลังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
พร้อมระบุว่า การเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายในวันนี้จะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นจากคู่ค้าในระยะยาว รวมถึงเปิดโอกาสให้สินค้าไทยก้าวสู่การค้าที่ยั่งยืนมากขึ้น
GIZ ชี้ Due Diligence กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก
ทีโม เมนนิเคน (Mr. Timo Menniken) ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มกฎระเบียบด้านการตรวจสอบสถานะของสหภาพยุโรปกำลังกลายเป็นแนวปฏิบัติใหม่ของการค้าโลก” โดยประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านศักยภาพภาครัฐ ภาคเอกชน และการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบ รวมถึงการลงทุนในความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อไม่ให้ผู้ที่อยู่ต้นน้ำถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

TEI เตือนผู้ส่งออกไทย เร่งปรับตัวก่อนสูญเสียโอกาสในตลาดยุโรป
ภายในงาน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายฉบับสมบูรณ์ให้แก่ นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปบูรณาการสู่กรอบนโยบายระดับชาติ
ดร.วิจารย์ กล่าวว่า ถ้าเราไม่ปรับตัววันนี้ ผู้ส่งออกไทยอาจสูญเสียโอกาสในตลาดยุโรปอย่างถาวร 5 นโยบายนี้คือแผนที่นำทางที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่คือก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงจริง ข้อเสนอเหล่านี้จะเป็นสะพานสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย และช่วยวางตำแหน่งประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับโลกด้านการค้าที่ยั่งยืนและโปร่งใส

ภาครัฐ-เอกชนร่วมถอดบทเรียน สู่การปฏิบัติจริงในภาคเกษตร
ภายในงานยังมีการเสวนาหัวข้อ “ปลดล็อกการค้าแห่งอนาคต: เจาะลึกความพร้อมและแนวปฏิบัติ Due Diligence จากนโยบายสู่แปลงปลูก” โดยมีผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) การยางแห่งประเทศไทย และบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และโมเดลความสำเร็จในการนำแนวทาง Due Diligence ไปประยุกต์ใช้จริง
TEI และ GIZ เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs ผู้ซื้อ ผู้ส่งออก ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายเกษตรกร ร่วมขับเคลื่อนการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานไทย ผ่านการสนับสนุนด้านการอบรม การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล การจัดทำหลักฐานกระบวนการทำงาน และการสร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง ผู้เชี่ยวชาญและผู้จัดการโครงการ FIT for FAIR Thailand สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยเปลี่ยนความท้าทายจากกฎระเบียบการค้าโลก ให้กลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย สร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ

