ครม. อนุมัติลดหย่อนภาษีติดโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 2 แสนบาท กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน SCB EIC ระบุพบผู้บริโภค 80% สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ตัดสินใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนติดตั้งสูง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการ ลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อปในบ้านพักอาศัย สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ท่ามกลางราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น และความตื่นตัวของประชาชนต่อการใช้พลังงานทางเลือก
แม้มาตรการนี้จะยังไม่เริ่มบังคับใช้ จนกว่าจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ถือเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” สำคัญที่ตอกย้ำว่ารัฐจริงจังกับการสนับสนุนพลังงานสะอาดจากภาคประชาชน
เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
• ต้องเป็น ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 40 (1)–(8) ของประมวลรัษฎากร
• ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเป็นประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย)
• ระบบโซลาร์ที่ติดตั้งต้องเป็นแบบ On-grid เชื่อมต่อกับโครงข่ายการไฟฟ้า
• ขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ พร้อมเอกสารประกอบครบถ้วน เช่น ใบกำกับภาษี และหลักฐานเชื่อมต่อระบบไฟ
• ใช้สิทธิ์ได้เพียง 1 คน ต่อ 1 มิเตอร์ ต่อ 1 ระบบ
• มีผลใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 (หลังประกาศราชกิจจานุเบกษา)
ทำไม “โซลาร์รูฟท็อป” ถึงน่าลงทุนในตอนนี้?
ข้อมูลจาก SCB EIC พบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สูงถึง 121,000 เมกะวัตต์ แต่ในปี 2565 มีการติดตั้งจริงเพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือเพียง 1.6% ของศักยภาพที่มีอยู่
จากการสำรวจผู้บริโภค 2,257 รายในต้นปี 2568 พบว่า 80% สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ตัดสินใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนติดตั้งสูง มาตรการลดหย่อนภาษีจึงมีบทบาทสำคัญ โดยสามารถลดภาระภาษีได้ตั้งแต่ 6,100 – 50,000 บาท แล้วแต่ฐานรายได้ของผู้ใช้สิทธิ์

ผู้บริโภคต้องการอะไรมากกว่าการลดหย่อนภาษี?
แม้มาตรการลดหย่อนภาษีจะตรงใจผู้บริโภคบางส่วน แต่จากผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า ความต้องการอันดับ 1 คือ…
1. เงินอุดหนุนการติดตั้งโดยตรง (26%)
2. สิทธิลดหย่อนภาษี (20%)
3. การขายไฟกลับเข้าระบบอย่างเสรี (15%)
4. ขายโซลาร์รูฟราคาถูกกว่าตลาด (14%)
5. รัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (13%)
6. ลดความยุ่งยากในการขออนุญาต (12%)
สะท้อนว่า ผู้บริโภคต้องการแพ็กเกจนโยบายแบบเบ็ดเสร็จ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทุน การเข้าถึงบริการ ไปจนถึงผลประโยชน์หลังการติดตั้ง
อุปสรรคหลักของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
จากผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า ผู้บริโภคยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่:
1. ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ และราคาที่โปร่งใส
2. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกว่า 52% ใช้เงินสดในการติดตั้ง
3. กระบวนการขออนุญาตที่ยุ่งยาก ทั้งด้านเอกสารและการประสานหน่วยงานรัฐ
ข้อเสนอจาก SCB EIC เพื่อผลักดันพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการและตอบโจทย์ผู้บริโภค SCB EIC เสนอแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนี้
• สร้างระบบรับรองคุณภาพผู้ให้บริการและอุปกรณ์แบบสมัครใจ
• เพิ่มเงินอุดหนุนและสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการติดตั้ง
• ยกระดับการให้บริการ One-stop Service ด้านการขออนุญาต
• เปิดเสรีการขายไฟฟ้าและรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราขายปลีก (Net-metering) ในระยะยาว
บทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด
ภาคเอกชนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ “โซลาร์รูฟท็อป” เป็นพลังงานทางเลือกหลักในอนาคต:
• สร้างความเชื่อมั่นด้วยการให้ข้อมูลที่โปร่งใส
• เสนอสินเชื่อและแพ็กเกจร่วมกับธนาคาร
• ให้บริการช่วยดำเนินเรื่องการขออนุญาตติดตั้งแทนผู้บริโภค
• เสนอส่วนลดราคาค่าติดตั้งเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ
มาตรการ ลดหย่อนภาษีโซลาร์รูฟท็อป คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ พลังงานสะอาด แต่หากปราศจากมาตรการเสริมและการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็อาจไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือนได้เต็มที่
การทำให้ “โซลาร์รูฟท็อป” เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง คือก้าวสำคัญของไทยสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

