J&T เปิดรายงาน ESG ปี 2025 เผยความคืบหน้า “โลจิสติกส์อัจฉริยะ” ผสานพลังงานสะอาด เทคโนโลยี AI และ Big Data ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งลดคาร์บอน ยกระดับสิทธิแรงงาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั่วโลก
โลจิสติกส์อัจฉริยะ + ESG = โมเดลใหม่ของอุตสาหกรรม
Dylan Tey ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส โกลบอล ลิมิเต็ด (J&T) กล่าวว่า การเปิดเผยรายงาน ESG ครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ “เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส โกลบอล ลิมิเต็ด” จากผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบดั้งเดิม สู่ผู้ขับเคลื่อน Smart Logistics Ecosystem ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นแกนหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมผสานเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม
บริษัทนำ AI และ Big Data มาใช้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การรับพัสดุ คัดแยก ขนส่ง ไปจนถึงการจัดส่งปลายทาง ช่วยเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และลดต้นทุนเชิงระบบ ซึ่งถือเป็น “Game Changer” ของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยุคใหม่
เดินหน้าลดคาร์บอน: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว
ภายในปี 2025 บริษัทลงทุนสร้างศูนย์โลจิสติกส์หลัก 14 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 1.05 ล้านตารางเมตร พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น
- มอเตอร์ลูกกลิ้งแม่เหล็กถาวรความเร็วสูงกว่า 150,000 ชิ้น
- สายพานลำเลียงกว่า 400 เส้น
J&T ปฏิวัติ Last-Mile Delivery ใช้พาหนะขนส่งอัจฉริยะมากกว่า 1,000 คัน และในประเทศไทยเปิดตัว รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2025 ทำให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมลดต้นทุนการดำเนินงาน

บรรจุภัณฑ์สีเขียวระดับโลก
J&T ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ โดยใช้บรรจุภัณฑ์ถุงรักษ์โลกแบบใช้ซ้ำ 38.27 ล้านใบ ถุงถูกนำกลับมาใช้ซ้ำรวมกว่า 3.33 พันล้านครั้ง
ในประเทศไทย มีการใช้
- ถุงรักษ์โลกแบบใช้ซ้ำ
- ถุงกันน้ำย่อยสลายได้
- เทปกาวย่อยสลายได้
- ใบปะหน้าอิเล็กทรอนิกส์ (ครอบคลุม 100% ของเส้นทางหลัก)
J&T ยังคงเดินหน้าปรับปรุงรูปแบบการขนส่งโลจิสติกส์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านการใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขนส่งคาร์บอนต่ำ ตัวเลขที่นักลงทุนต้องจับตา
โลจิสติกส์ J&T ในประเทศอื่นๆ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำเช่นกัน อาทิ จีน J&T มีการใช้งานรถบรรทุกหัวลาก LNG จำนวน 1,697 คัน คิดเป็น 30% ของจำนวนรถบรรทุกทั้งหมด ส่งผลให้ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 6% เมื่อเทียบกับปี 2024 ส่วนฟิลิปปินส์ มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ B5 ในการขนส่ง 100% เป็นประเทศแรกของบริษัทที่ดำเนินการเต็มรูปแบบ ขณะที่สิงคโปร์ มีการนำรถขนส่งไฟฟ้ามาใช้ คิดเป็น 6% ของจำนวนรถทั้งหมด พร้อมทั้งส่งเสริมการขนส่งร่วมกับระบบรางและทางทะเล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม
แนวโน้มนี้สะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างของธุรกิจโลจิสติกส์ ที่กำลังก้าวสู่ Low-Carbon Supply Chain ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินมูลค่าบริษัทในสายตานักลงทุนสถาบัน
ยกระดับ “ทุนมนุษย์” สู่ความยั่งยืน
จากข้อตกลงแรงงานครั้งแรกของอุตสาหกรรม ในปี 2025 J&T ลงนาม “ข้อตกลงด้านความโปร่งใสของอัลกอริทึมและสิทธิแรงงาน” ครอบคลุมพนักงานกว่า 290,000 คน โดยเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่
- ค่าตอบแทนเป็นธรรม
- เส้นทางอาชีพ
- ความโปร่งใสของ AI/Algorithm
J&T ลงทุนพัฒนาคนอย่างเข้มข้น หลักสูตรดิจิทัลเพิ่มขึ้น 60% ชั่วโมงฝึกอบรมเพิ่มขึ้น 2.8 เท่า และยังอบรมความปลอดภัยกว่า 27,000 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.4 ล้านคนทั่วโลก
สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเกษตรกรไทย
ในประเทศไทย J&T จับมือกับ กรมส่งเสริมการเกษตร (DOAE) มอบส่วนลดค่าขนส่งผลไม้ ยกระดับโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ขระที่ในจีน J&T ใช้โดรนขนส่งผลไม้ในพื้นที่ภูเขา ช่วยลดต้นทุนแรงงานเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านการช่วยเหลือภัยพิบัติ บริจาค 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ช่วยเหตุไฟไหม้ สนับสนุนขนส่งช่วยน้ำท่วมภาคใต้ของไทย
ธรรมาภิบาลเข้มข้น เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน
บริษัทพัฒนาระบบกำกับดูแลระดับโลก ครอบคลุม การต่อต้านคอร์รัปชัน ป้องกันฟอกเงิน (AML) การแข่งขันเป็นธรรม
Dylan Tey กล่าวว่า:
“ESG ได้เปลี่ยนจากแนวคิดไปสู่ความสามารถในการดำเนินงานจริง เราเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งสีเขียว และพัฒนากลไกการจ้างงานรูปแบบใหม่ รวมถึงการเจรจาต่อรองเชิงอัลกอริทึมเป็นรายแรกของอุตสาหกรรม… ในอนาคต เราจะใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลกในระยะยาว”
การขยับของ J&T สะท้อน 3 เทรนด์ใหญ่:
- AI-driven Logistics → ลดต้นทุน + เพิ่ม Scalability
- Green Transition → กลายเป็น KPI หลักของนักลงทุน
- Human-centric ESG → ลดความเสี่ยงด้านแรงงาน
สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า “โลจิสติกส์ไม่ใช่แค่การขนส่ง แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลและความยั่งยืน”

