รพ.วิมุต–มูลนิธิวิมุต จับมือ CCF เปิดโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” สร้างต้นแบบดูแลเด็ก LD และออทิสติกแบบองค์รวมในโรงเรียน นำร่องสมุทรปราการ พร้อมขยายผลทั่วประเทศ หวังปั้นต้นแบบ “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ลดความเหลื่อมล้ำ
ท่ามกลางความท้าทายด้านคุณภาพการศึกษาและสุขภาพเด็กของไทย “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” ยังคงเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) และเด็กออทิสติก ซึ่งหลายคนยังเข้าไม่ถึงการดูแลที่เหมาะสมทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย และสุขภาพจิต
ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในระบบเรียนรวมมากกว่า 230,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก LD ถึง 166,211 คน และเด็กออทิสติก 12,722 คน สะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบสนับสนุนที่ยังต้องเร่งเติมเต็ม

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลวิมุต–มูลนิธิวิมุต จึงผนึกกำลังกับ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ (CCF) เปิดตัวโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” เพื่อสร้างต้นแบบการดูแลเด็กพิเศษแบบองค์รวม โดยเริ่มนำร่องที่ โรงเรียนวัดไตรสามัคคี จังหวัดสมุทรปราการ
จาก “ห้องตรวจ” สู่ “ห้องเรียน” โมเดลใหม่ที่เชื่อมแพทย์–ครู–ครอบครัว
แนวคิดสำคัญของโครงการ คือ การย้ายการดูแลเด็กพิเศษออกจากกรอบโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว ไปสู่พื้นที่ที่เด็กใช้ชีวิตจริงอย่าง “โรงเรียน” และ “บ้าน”

ทีมแพทย์พัฒนาการเด็ก จิตแพทย์เด็ก นักกิจกรรมบำบัด และครู ทำงานร่วมกันเพื่อประเมินและออกแบบการดูแลเฉพาะบุคคล (Individualized Support) ให้เด็กแต่ละคนพัฒนาได้เต็มศักยภาพ
ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ CCF ระบุว่า หากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น จะสูญเสียโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิดูแลเด็กพิเศษกว่า 1,900 คน และต้องการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่เข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคน
ห้องเรียนพิเศษ 4 มิติ พัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ และสังคม
โรงเรียนวัดไตรสามัคคี ซึ่งมีเด็กพิเศษเรียนรวมถึง 183 คน หรือกว่า 23% ของนักเรียนทั้งหมด ถูกเลือกเป็นพื้นที่ทดลองโมเดล
โครงการได้จัดตั้ง “ห้องเรียนพิเศษ” ที่บูรณาการกิจกรรม 4 ด้าน ได้แก่ ศิลปะ ดนตรี กีฬา สิ่งประดิษฐ์ กิจกรรมเหล่านี้ถูกออกแบบเพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ การสื่อสาร และทักษะสังคม ควบคู่กับการดูแลพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันยังมีเวิร์กช็อป “รักอย่างเข้าใจ” สำหรับครูและผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดอคติ และส่งเสริมทัศนคติบวกต่อเด็กพิเศษ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลระยะยาว
สุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่ไม่มีโรค
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานมูลนิธิวิมุต และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด มองว่า สุขภาพของเด็กไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคเท่านั้น แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ และศักดิ์ศรีในการอยู่ร่วมกับสังคม
การประเมินและดูแลตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้เด็กจำนวนมากพัฒนาใกล้เคียงเด็กทั่วไป ลดความเหลื่อมล้ำ และลดภาระด้านสาธารณสุขในระยะยาว

โมเดลนี้จึงถูกวางให้เป็นมากกว่าโครงการ CSR ระยะสั้น แต่เป็น “ต้นแบบเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงโรงพยาบาล โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกัน
เป้าหมายต่อไป: ขยายผลสู่โรงเรียนทั่วประเทศ
แม้พื้นที่นำร่องจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงบวก แต่การขยายไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลยังต้องใช้งบประมาณและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
ภาคีเครือข่ายจึงเตรียมระดมทุนและเปิดรับการสนับสนุนจากสังคม เพื่อให้เด็กพิเศษทั่วประเทศเข้าถึงการดูแลที่เท่าเทียมมากขึ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “โอกาส” อาจเป็นยาที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กเหล่านี้

