ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากช่วง “กระแสแรงและซื้อกักตุน” สู่ยุคของการคัดเลือกคุณภาพอย่างจริงจัง สะท้อนผ่านพัฒนาการทั้งด้านราคา โครงสร้างอุปสงค์–อุปทาน และบทบาทของผู้ซื้อที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในช่วงปีงบประมาณ 2563–2568
หากย้อนกลับไปในปี 2565 ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยเคยทำสถิติสูงสุด ด้วยปริมาณการซื้อขายถึง 1.18 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq) จากแรงกระตุ้นของการประกาศเป้าหมาย Net Zero หลังการประชุม COP26 ที่ทำให้ภาคธุรกิจเร่งสะสมคาร์บอนเครดิตในช่วงราคายังต่ำ แต่หลังจากนั้น ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐาน (Market Correction) ในปี 2566–2567 ปริมาณการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ราว 6–8 แสนตันต่อปี
สิ่งที่น่าสนใจคือ “ราคา” กลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเพียงไม่กี่สิบบาทต่อตัน เพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 80–125 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือราว 2.5–4 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ซื้อ ที่ไม่ได้มองเพียงปริมาณการชดเชย แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเครดิตและผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) มากขึ้น
โดยเฉพาะคาร์บอนเครดิตจาก “ภาคป่าไม้” ซึ่งถือเป็นกลุ่มพรีเมียมของตลาด มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 279.06 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และในบางกรณีเคยพุ่งไปถึงกว่า 3,000 บาทต่อตัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการ Carbon Removal และ Nature-based Solutions ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองเชิงโครงสร้าง อุปทานหลักของตลาดยังคงมาจากโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากต้นทุนการพัฒนาที่คุ้มค่าและระยะเวลาดำเนินการที่ชัดเจน ขณะที่ฝั่งอุปสงค์กลับเอนเอียงไปยังโครงการกักเก็บคาร์บอนจากธรรมชาติ ซึ่งมีซัพพลายจำกัดและต้องใช้เวลาในการพัฒนา ส่งผลให้ราคาเครดิตป่าไม้สูงกว่าเครดิตพลังงานถึง 3–5 เท่า

ในปีงบประมาณ 2568 ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยเริ่มเข้าสู่ช่วง Market Realignment หรือการปรับสมดุลอย่างแท้จริง โดยมีปริมาณการซื้อขายรวมสะสมราว 595,486 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 86.5 ล้านบาท แม้ปริมาณจะต่ำกว่าช่วงพีคในอดีต แต่ราคาเฉลี่ยรวมของตลาดกลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 145 บาทต่อตัน สูงกว่าปี 2567 อย่างชัดเจน
สัญญาณนี้สะท้อนว่า ผู้ซื้อหลักในตลาดปัจจุบันคือ “ผู้ใช้งานจริง” (End-users) ที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมาย ESG และ Net Zero มากกว่าการเข้ามาเก็งกำไร ภาคป่าไม้ยังคงเป็นกลุ่มที่ตลาดต้องการสูง โดยเฉพาะโครงการ P-REDD+ ที่แม้มีปริมาณไม่มาก แต่ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดสูงสุด ขณะที่ภาคพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะชีวมวล มียอดซื้อขายหนาแน่นที่สุด
ในระยะข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าตลาดคาร์บอนเครดิตไทยจะเติบโตในเชิง “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญเป็นตัวกำหนดทิศทาง ได้แก่ การยกระดับสู่ Premium T-VER ที่สอดคล้องมาตรฐานสากล การปรับตัวขึ้นของราคาตามต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกที่สูงขึ้น และบทบาทของสถาบันการเงินที่เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อิงกับคาร์บอนเครดิต เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ตลาด
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วง “ทดลองและเรียนรู้” สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีกลไกราคาที่สะท้อนคุณค่าแท้จริงและระบบรับรองที่เข้มงวด เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ภายในปี 2050
SOURCE: https://carbonmarket.tgo.or.th/

