เวที Medical Hub Executive Program 2026 (MEP3) สะท้อนมุมมองร่วมของภาครัฐและเอกชน ไครโอวิวา เสนอ การสร้างระบบกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการจัดหาเซลล์ การตรวจสอบย้อนกลับ และการกำกับคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย ทั้งด้านการวิจัย การลงทุน และการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของประชาชน
ตลาด ATMPs เติบโตแรง กดดันไทยเร่งปรับกฎหมายรองรับ
ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) ครอบคลุมการรักษาด้วย Cell Therapy และ Gene Therapy กำลังเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก
ข้อมูลที่อ้างอิงภายในงานระบุว่า มูลค่าตลาด ATMPs ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายสู่ 61.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 เติบโตเฉลี่ย 13.4% ต่อปี (CAGR) ระหว่างปี 2023-2030

แนวโน้มดังกล่าวทำให้หลายประเทศเร่งปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อรองรับบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพและผู้พัฒนานวัตกรรมการแพทย์รุ่นใหม่
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะ Medical Hub ของภูมิภาค

เวที MEP3 สะท้อนโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ไทย
ในงาน Medical Hub Executive Program 2026 (MEP3) ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายรองรับ ATMPs
หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาคือ จิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งนำเสนอประสบการณ์จากภาคเอกชนเกี่ยวกับมาตรฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
จิรัญญา ระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถเลือกทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ATMPs ได้หลายประเทศ ดังนั้น สิ่งที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันไม่ใช่เพียงต้นทุน แต่คือ มาตรฐานของระบบทั้งหมด
ประเด็นสำคัญประกอบด้วย หลักเกณฑ์การจัดหาเซลล์ (Cell Sourcing) การคัดเลือกผู้บริจาค การคัดกรองและตรวจโรคติดเชื้อ มาตรฐานการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้ทราบว่าวัตถุดิบตั้งต้นมีที่มาจากไหน เนื่องจากจะต้องนำไปใช้ในวงกว้างและใช้กับบุคคลหลายคน”
นอกจากนี้ ยังเสนอว่าภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันพัฒนาระบบกำกับดูแลการจัดหาวัตถุดิบให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อรองรับแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำลังผลักดัน
เพิ่มโอกาสดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ
อุตสาหกรรมชีวการแพทย์เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง นักลงทุนให้ความสำคัญกับประเทศที่มีกฎหมายชัดเจน มีระบบกำกับดูแลที่สามารถคาดการณ์ได้ และมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
หากประเทศไทยสามารถพัฒนากรอบกำกับดูแลได้รวดเร็ว อาจเพิ่มโอกาสดึงดูดการลงทุนด้าน Biotechnology, Cell & Gene Therapy, Clinical Trial และ Contract Manufacturing

การเติบโตของตลาด ATMPs ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงพยาบาลหรือบริษัทเวชภัณฑ์ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง ห้องปฏิบัติการ ธนาคารเซลล์ ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชีวภาพ และศูนย์วิจัยทางคลินิก ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม
ผู้บริโภคอาจเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น
หากประเทศไทยมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน การนำเทคโนโลยีการรักษารูปแบบใหม่เข้าสู่ระบบสาธารณสุขอาจทำได้รวดเร็วขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม
ในระยะยาว สิ่งนี้อาจช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาโรคที่ซับซ้อน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
วิทยาศาสตร์เพื่อ Healthy Longevity อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “FROM LAB TO LIFE : Sciences for Healthy Longevity” โดย ดร.นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และสเต็มเซลล์เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพดีในระยะยาว สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่มุ่งเน้นการป้องกันโรคและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรไทย

