มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ทั้ง Nature-based Solutions, Biodiversity Credit และบริการที่ปรึกษาภาคธุรกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจาก Climate Change ที่เริ่มกระทบภาคเกษตร ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง
เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Acting locally for global impact” หรือ “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ผสาน “คน-ป่า-เศรษฐกิจ” เข้าด้วยกันอย่างสมดุล
“ความหลากหลายทางชีวภาพ” ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่คือฐานเศรษฐกิจโลก
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ Chief Nature-Based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิต

“วันนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตธรรมชาติ หากธรรมชาติล่ม ระบบเศรษฐกิจก็ไม่สามารถเติบโตต่อได้”
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า กว่า 55% ของ GDP โลกพึ่งพาบริการทางนิเวศ (Ecosystem Services) ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ การผสมเกสร การควบคุมโรค หรือระบบภูมิอากาศ ขณะที่ทุนธรรมชาติทั่วโลกลดลงกว่า 40% ระหว่างปี 1992-2014 แม้การผลิตและเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นกว่า 13%
ดอยตุงโมเดล: “ปลูกคน ปลูกป่า” สู่ Nature-Based Solutions
ตลอดกว่า 38 ปี โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 91,779 ไร่ กลายเป็นต้นแบบการฟื้นฟูป่าควบคู่การพัฒนาชุมชน

ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พบความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดอยตุง ได้แก่ พันธุ์ไม้ 1,459 ชนิด ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก 12 ชนิด สัตว์ป่า 1,177 ชนิด และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด เช่น เลียงผา และเต่าปูลู
รวมถึงการค้นพบสัตว์เฉพาะถิ่นและชนิดหายาก เช่น “งูลายสอภูเขาสีน้ำตาล” ที่มีรายงานพบเพียง 6 ครั้งในโลก และ “ปลาค้างคาวติดหิน” ซึ่งพบเฉพาะที่ดอยตุงเท่านั้น
Climate Change กระทบดอยตุงตรงจุด รายได้เกษตรเสียหายทันที
Climate Change เริ่มส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะธุรกิจเกษตรและชุมชนในพื้นที่ ปี 2024 ดอยตุงเผชิญพายุลูกเห็บรุนแรงในช่วงปลายเมษายน-ต้นพฤษภาคม เพียง 2-3 ชั่วโมง แต่สร้างความเสียหายให้ต้นแมคคาเดเมียกว่า 10% กระทบรายได้ทันที รวมถึงทำให้เรือนยอดต้นไม้ที่ใช้เป็น Shade-grown Coffee เสียหาย ส่งผลต่อผลผลิตกาแฟในระยะยาว

นอกจากนี้ ช่วงน้ำท่วมใหญ่แม่สายในเดือนกันยายน 2024 ยังทำให้เกิดดินสไลด์ถึง 170 จุด จากปกติที่เกิดเฉลี่ยเพียง 10-20 จุดต่อปี สะท้อนว่าภัยธรรมชาติกำลังรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Biodiversity Credit เทรนด์ใหม่ของโลกการเงินสีเขียว
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การผลักดัน “Biodiversity Credit” หรือเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถูกมองว่าอาจกลายเป็นกลไกทางการเงินใหม่ของโลกยุค Net Zero และ Nature Positive
ธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯ กำลังร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ศึกษากลไก Biodiversity Credit ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย เพื่อหาโมเดลที่เหมาะสมกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พร้อมกันนี้ ยังร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (NBSAP)
“ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่กระแส Nature Finance กำลังมาแรงทั่วโลก นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มจับตา Biodiversity Credit อย่างจริงจัง”

ดัน “ดอยตุง” สู่ OECM ตอบโจทย์เป้าหมายโลก 30×30
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังเดินหน้าผลักดันดอยตุงสู่การเป็น OECM (Other Effective Area-based Conservation Measures) หรือพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ ตามเป้าหมาย “30×30” ของโลก ที่ต้องการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2573
พร้อมขยายงานด้าน Biodiversity ไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ เช่น โครงการป่าชายเลน จ.ตรัง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่ป่าชายเลน 10,832 ไร่ ระยะเวลา 2 ปี (ธันวาคม 2568 – พฤศจิกายน 2570)
ความร่วมมือประกอบด้วย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ร่วมศึกษาป่าชุมชน 11 แห่ง ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่งเป็น OECM ภายใต้โครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ โดยได้รับงบสนับสนุน 1.5 ล้านบาทจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC)

จาก NGO สู่ “Sustainability Advisory” ให้ธุรกิจฟื้นฟูธรรมชาติ
อีกหนึ่งการเปลี่ยนผ่านสำคัญ คือ การต่อยอดองค์ความรู้สู่บริการที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Advisory Service
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำหน้าที่เป็น “Implementation Partner” ให้ภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น โครงการ Rewilding ในพื้นที่ชลบุรี การพัฒนาระบบน้ำในเชียงดาว การออกแบบพื้นที่สีเขียวรอบอสังหาริมทรัพย์ และการฟื้นฟูระบบนิเวศสนามกอล์ฟ โดยใช้ข้อมูลจริง การติดตั้ง Camera Trap ระบบ Hydrology Model และการประเมินความเสี่ยงตามกรอบ TNFD เพื่อวัดผลลัพธ์เชิงนิเวศที่จับต้องได้

“ทุนธรรมชาติ” กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ของภาคธุรกิจ
ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชี้ว่า ธุรกิจในอนาคตจะไม่สามารถมองเฉพาะ “Financial Capital” หรือทุนทางการเงินได้อีกต่อไป แต่ต้องประเมิน “Natural Capital” ควบคู่กัน
เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านธรรมชาติเริ่มกระทบต้นทุนจริงของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ดิน ผลผลิตเกษตร ระบบห่วงโซ่อุปทาน ภัยพิบัติ และกฎระเบียบ ESG ใหม่ระดับโลก
ขณะที่กรอบระดับโลกอย่าง Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework กำลังผลักดันให้ทุกประเทศเดินหน้าสู่ “Nature Positive” ภายในปี 2030

ไทยยังเป็น Biodiversity Hotspot ของโลก
แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายด้านป่าไม้ มลพิษ และการใช้ที่ดิน แต่ผู้บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มองว่าไทยยังถือเป็น Biodiversity Hotspot ที่มีศักยภาพสูงในระดับโลก
โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติ และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศบางพื้นที่ที่ยังสามารถฟื้นฟูได้ หากมีการจัดการเชิงระบบและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
“ธรรมชาติไม่มีเสียง แต่หากเราไม่เริ่มลงทุนกับทุนธรรมชาติตั้งแต่วันนี้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจในอนาคตจะสูงกว่ามาก”


