เปิด Thailand Coffee Fest 2026 พร้อมเจาะศักยภาพ Specialty Coffee ไทย ตลาดมูลค่าแตะ 28,000–30,000 ล้านบาท โตเฉลี่ย 15% ต่อปี เมล็ดกาแฟไทย Cupping Score ทะลุ 90+ เผยธุรกิจกาแฟเริ่มเปลี่ยนการแข่งขันสู่ “คุณค่า” ตั้งแต่สายพันธุ์ แหล่งปลูก วิธีการแปรรูป คุณภาพของเมล็ด การคั่ว การชง ไปจนถึงเรื่องราวของผู้ผลิตและความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่
จากเครื่องดื่มประจำวันที่คนไทยดื่มเฉลี่ย 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน “กาแฟ” กลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่น่าจับตา โดยเฉพาะ Specialty Coffee มูลค่าราว 28,000–30,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี ขณะที่คุณภาพเมล็ดกาแฟพิเศษไทยขยับขึ้นอีกขั้น หลังผลประกวดปีล่าสุดมีถึง 8 ตัวอย่างทำ Cupping Score ทะลุ 90+ สะท้อนโอกาสเปลี่ยนประเทศไทยจากตลาดบริโภคกาแฟขนาดใหญ่ สู่การเป็นทั้งแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพและ Coffee Destination บนเวทีโลก ก่อนเปิด Thailand Coffee Fest 2026 วันที่ 10–13 กันยายนนี้
การแข่งขันของตลาดกาแฟ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนร้าน สาขา ราคา หรือจำนวนแก้วที่ขายได้อีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนไปสู่การแข่งขันด้าน “คุณค่า” ของกาแฟ ตั้งแต่สายพันธุ์ แหล่งปลูก วิธีการแปรรูป คุณภาพของเมล็ด การคั่ว การชง ไปจนถึงเรื่องราวของผู้ผลิตและความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเติบโตของ กาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee ซึ่งกำลังทำให้เมล็ดกาแฟไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินค้าเกษตรที่ซื้อขายตามปริมาณ แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากคุณภาพ อัตลักษณ์ แหล่งกำเนิด และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับ
ข้อมูลที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยเปิดเผยก่อนหน้านี้ประเมินว่า ในปี 2568 ตลาดกาแฟไทยมีมูลค่าประมาณ 65,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นตลาดกาแฟพิเศษประมาณ 30,000 ล้านบาท หรือราว 46% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด ขณะที่ตลาด Specialty Coffee มีอัตราเติบโตประมาณ 15% ต่อปี สูงกว่าการเติบโตของตลาดกาแฟโดยรวม
Specialty Coffee มีสัดส่วนประมาณ 16% ของปริมาณการบริโภค แต่สร้างมูลค่าได้ถึง 48% ของตลาดรวม หรือประมาณ 28,000–30,000 ล้านบาท สะท้อนว่า “กาแฟคุณภาพ” กำลังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ตลาดกาแฟไทย
Specialty Coffee คืออะไร ทำไมขาย “คุณค่า” ได้มากกว่ากาแฟทั่วไป
คำว่า Specialty Coffee มักถูกอธิบายในอดีตผ่านระบบ Cupping Score โดยกาแฟที่ได้คะแนนสูงจะถูกเชื่อมโยงกับกาแฟคุณภาพระดับ Specialty แต่ปัจจุบันนิยามของกาแฟพิเศษได้พัฒนาไปไกลกว่าการพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว
Specialty Coffee Association หรือ SCA ให้นิยาม Specialty Coffee ในปัจจุบันว่า เป็นกาแฟหรือประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟที่ได้รับการยอมรับจาก “คุณลักษณะเฉพาะ” (Distinctive Attributes) และคุณลักษณะเหล่านั้นสามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญในตลาด

คุณลักษณะดังกล่าวครอบคลุมทั้งสิ่งที่อยู่ในตัวกาแฟ เช่น กลิ่น รสชาติ Aftertaste ความเป็นกรด ความหวาน Mouthfeel และคุณภาพของเมล็ด ตลอดจนปัจจัยภายนอก เช่น แหล่งกำเนิด ผู้ผลิต วิธีเพาะปลูก กระบวนการแปรรูป และความยั่งยืน
นั่นหมายความว่า Specialty Coffee ไม่ได้ขายเพียง “กาแฟรสชาติดี” แต่ขายตั้งแต่ Origin + Quality + Craftsmanship + Story + Experience ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กาแฟประเภทนี้สามารถสร้างมูลค่าได้สูงกว่ากาแฟในตลาดทั่วไป
Cupping Score 90+ สำคัญอย่างไรกับกาแฟไทย
แม้ปัจจุบัน SCA จะไม่ได้ใช้คะแนนเพียงตัวเดียวเป็นนิยามทั้งหมดของ Specialty Coffee แต่ Cupping Score ยังคงเป็นภาษาสำคัญที่คนในอุตสาหกรรมใช้สื่อสารเรื่องคุณภาพและคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของกาแฟ
ระบบการประเมินแบบ 100 คะแนนถูกใช้ในอุตสาหกรรมกาแฟมาเป็นเวลานาน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ซื้อ โรงคั่ว และผู้เชี่ยวชาญสามารถสื่อสารเรื่องคุณภาพของเมล็ดกาแฟได้บนกรอบที่ใกล้เคียงกัน
ดังนั้น การที่เมล็ดกาแฟไทยสามารถทำคะแนน 90+ จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะสะท้อนว่าผลผลิตบางส่วนของไทยกำลังขึ้นไปอยู่ในกลุ่มกาแฟที่มีคุณภาพโดดเด่นอย่างมาก และเปิดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมล็ดกาแฟไทยในตลาด Specialty Coffee

กาแฟไทย 8 ตัวอย่างทะลุ 90+ สัญญาณ “ยุคทอง” ของต้นน้ำไทย
ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย มองว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “ยุคทองของผลผลิตกาแฟพิเศษไทย” หลังการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดโดย สมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) มีเมล็ดกาแฟส่งเข้าประกวดทั้งหมด 296 ตัวอย่าง
จากเมล็ดกาแฟ 48 ตัวอย่างที่ดีที่สุดของปี มีถึง 8 ตัวอย่างที่ทำ Cupping Score ทะลุ 90+ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของคุณภาพเมล็ดกาแฟไทย และสะท้อนศักยภาพที่จะก้าวเข้าแข่งขันในตลาดกาแฟคุณภาพสูงระดับนานาชาติ
เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากภูมิประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากเกษตรกรและนักพัฒนากาแฟรุ่นใหม่ที่นำ วิทยาศาสตร์ กระบวนการหมักและแปรรูป (Processing) ตลอดจนองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์ เข้ามายกระดับผลผลิตอย่างจริงจัง
พร้อมกันนั้นยังเกิดการพัฒนากาแฟสายพันธุ์มูลค่าสูงและมีคุณลักษณะเฉพาะ เช่น Gesha, Java, Typica และ Bourbon ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของรสชาติและเปิดโอกาสให้แต่ละแหล่งปลูกของไทยสร้างอัตลักษณ์ของตนเองได้มากขึ้น
นี่คือจุดที่ Specialty Coffee สามารถเปลี่ยนสมการของอุตสาหกรรมได้ เพราะแทนที่จะขายเมล็ดกาแฟโดยแข่งขันกันด้วย “ปริมาณ” เพียงอย่างเดียว เกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพ แหล่งกำเนิด สายพันธุ์ และ Processing เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต
จาก “เกษตรกรรม” สู่ Value Chain ที่สร้างมูลค่าหลายทอด
ศักยภาพทางเศรษฐกิจของ Specialty Coffee ยังอยู่ที่การสร้างมูลค่าต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่ เมล็ดกาแฟหนึ่งล็อตสามารถเริ่มต้นจากเกษตรกรและนักพัฒนากาแฟ ก่อนส่งต่อไปยังผู้แปรรูป โรงคั่ว ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ ร้านกาแฟ บาริสต้า ตลอดจนธุรกิจท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Coffee Culture
ยิ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแหล่งปลูก สายพันธุ์ Processing รสชาติ และเรื่องราวเบื้องหลังมากขึ้นเท่าใด โอกาสในการสร้างมูลค่าจากเมล็ดกาแฟก็ยิ่งขยายตัวตามไปด้วย
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นในตลาดโลกเช่นกัน โดยข้อมูล National Coffee Data Trends Specialty Coffee Report 2026 ของสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่ผ่าน SCA พบว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 47% ดื่ม Specialty Coffee ในวันก่อนการสำรวจ สูงกว่ากาแฟแบบ Traditional ที่ 42% และความนิยมสูงเป็นพิเศษในกลุ่มอายุ 25–39 ปี
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นข้อมูลตลาดสหรัฐฯ และไม่สามารถนำมาแทนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยโดยตรง แต่สะท้อนทิศทางสำคัญของตลาดกาแฟโลกว่า คุณภาพ งานฝีมือ รสชาติ และประสบการณ์ กำลังมีบทบาทต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากขึ้น
คนไทยดื่มกาแฟ 1.7 แก้วต่อวัน ตลาดยังมีพื้นที่โต
ฝั่งประเทศไทย การบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่เปิดเผยจากอุตสาหกรรมระบุว่า คนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยประมาณ 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ความน่าสนใจของตลาดยังดึงดูดผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ธุรกิจ โดยข้อมูลตามที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยเปิดเผยล่าสุด อ้างอิงข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนิติบุคคลจัดตั้งธุรกิจเครื่องดื่มใหม่ 310 ราย เพิ่มขึ้น 3.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนประมาณ 1–3 ล้านบาท
การขยายตัวของผู้ประกอบการ ประกอบกับตลาด Specialty Coffee ที่เติบโตเร็วกว่าตลาดรวม ทำให้การแข่งขันในธุรกิจกาแฟไทยมีแนวโน้มขยับจาก “เปิดร้านกาแฟ” ไปสู่การสร้างความแตกต่างทั้งด้านคุณภาพสินค้า เมล็ดกาแฟ ประสบการณ์ แบรนด์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น

จุดแข็งไทยอยู่ที่ Ecosystem ครบตั้งแต่ไร่ถึงแก้ว
ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด มองว่า หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทย คือการมี Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ประเทศไทยมีทั้งเกษตรกรที่พัฒนาคุณภาพเมล็ด ผู้ประกอบการและโรงคั่วที่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ บาริสต้าที่พัฒนาทักษะและสร้างประสบการณ์การดื่ม ตลอดจนผู้บริโภคที่มีความรู้และเข้าใจคุณค่าของเมล็ดกาแฟพิเศษมากขึ้น
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เติบโตไปพร้อมกัน ตลาดจึงไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะร้านกาแฟ แต่กระจายโอกาสไปยังธุรกิจและอาชีพตลอด Value Chain
และสถานะของประเทศไทยในวงการ Specialty Coffee โลกก็มีสัญญาณชัดเจนขึ้นเช่นกัน
World of Coffee เลือกกรุงเทพฯ สะท้อนบทบาทไทยบนแผนที่กาแฟโลก
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกรุงเทพฯ ได้เป็นเจ้าภาพ World of Coffee Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 ณ BITEC
งานดังกล่าวเป็น World of Coffee Asia ครั้งที่ 3 ต่อจาก ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ในปี 2024 และจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียในปี 2025 โดย SCA ระบุถึงประเทศไทยว่าเป็นทั้งแหล่งผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพและเป็นตลาดผู้บริโภคกาแฟที่มีชีวิตชีวา ขณะที่วัฒนธรรมกาแฟของประเทศสะท้อนทั้งนวัตกรรม งานฝีมือ และชุมชนที่แข็งแรง
การที่งานระดับโลกเข้ามาจัดในกรุงเทพฯ จึงมีนัยมากกว่าการจัดอีเวนต์ เพราะช่วยเชื่อม เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ซื้อ โรงคั่ว บาริสต้า เทคโนโลยี และผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เครือข่าย Specialty Coffee ระดับโลก และเพิ่มโอกาสให้กาแฟไทยเป็นที่รู้จักในฐานะ Origin มากขึ้น
Thailand Coffee Fest 2026 เปิดทศวรรษใหม่ “Made by All of Us”
ทิศทางทั้งหมดกำลังถูกนำมาต่อยอดใน Thailand Coffee Fest 2026 ซึ่งสมาคมกาแฟพิเศษไทยร่วมกับ The Cloud เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 กันยายน 2569 ณ IMPACT Exhibition Center เมืองทองธานี
เว็บไซต์ทางการของงานยืนยันการจัดงานภายใต้แนวคิด “Made by All of Us – ทุกคนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” เพื่อสะท้อนว่า “กาแฟที่ดี” ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์จากคนจำนวนมากตลอดห่วงโซ่กาแฟ
ตั้งแต่เกษตรกร นักพัฒนากาแฟ ผู้แปรรูป โรงคั่ว บาริสต้า เจ้าของร้าน ไปจนถึงผู้บริโภคที่เลือกสนับสนุนกาแฟคุณภาพ
สำหรับผู้จัดงาน Thailand Coffee Fest 2026 จึงไม่ได้ถูกวางบทบาทให้เป็นเพียงพื้นที่ซื้อขายกาแฟหรืออุปกรณ์ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้เล่นในระบบนิเวศเข้าไว้ด้วยกัน และใช้พลังของทั้งอุตสาหกรรมร่วมกันยกระดับกาแฟไทย
เมื่อมองผ่านตัวเลขตลาด Specialty Coffee ที่เติบโตประมาณ 15% ต่อปี มูลค่าที่เข้าใกล้ 30,000 ล้านบาท คุณภาพเมล็ดไทยที่ก้าวผ่าน Cupping Score 90+ ตลอดจนการที่กรุงเทพฯ ได้ต้อนรับ World of Coffee ในปีเดียวกัน ภาพของอุตสาหกรรมกาแฟไทยจึงกำลังเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ

