เจาะโมเดลรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ของ DOWA ญี่ปุ่น ตั้งแต่เหมืองแร่สู่ Urban Mining พร้อมบทเรียนสำคัญและความท้าทายของการจัดการ E-Waste ในประเทศไทย
ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ถูกผลิตขึ้นจำนวนมหาศาล และเมื่อหมดอายุการใช้งาน สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็น “ภูเขาขยะอิเล็กทรอนิกส์” หรือ E-Waste ที่เติบโตเร็วที่สุดประเภทหนึ่งของโลก
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ขยะเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงปัญหา หากยังซ่อน “ทรัพยากรล้ำค่า” ไว้อย่างมหาศาล

หนึ่งในประเทศที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างเป็นระบบคือ ญี่ปุ่น โดยเฉพาะโมเดลการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มบริษัท DOWA Holdings หรือ DOWA Group ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของระบบ Circular Economy ระดับโลก ซึ่งทาง ได้จัดให้ณะสื่อมวลชน และผู้ชนะกิจกรรม เข้าใน 2 โรงงาน ได้แก่ Eco-Recycle Co., Ltd. และ Kosaka Smelting and Refining DOWA
โอกาสของการได้เยี่ยมชมและเรียนรู้กระบวนการรีไซเคิลขยะ อิเลคทรนิกส์ที่ DOWA ครั้งนี้ เกิดจากแคมเปญของ AIS “ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่น ฟรี” ที่ร่วมมือกับ Central Group และ Japan Airlines พาผู้ชนะกิจกรรมบินตรงสู่ประเทศญี่ปุ่น เปิดประสบการณ์เรียนรู้กระบวนการจัดการ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ระดับโลกแบบครบวงจร
เรื่องราวของ DOWA ไม่ได้เริ่มจากการรีไซเคิล แต่เริ่มจาก “การทำเหมืองแร่” และการปรับตัวครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนธุรกิจจากการขุดทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่การสร้าง “เหมืองจากขยะ”
จากเหมืองแร่กว่า 140 ปี สู่ธุรกิจรีไซเคิลระดับโลก
ต้นกำเนิดของ DOWA ย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ. 1884 เมื่อบริษัท Fujita-gumi ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของกลุ่ม DOWA ได้รับสัมปทานเหมืองแร่ในเมืองโคซากะ จังหวัดอากิตะ ประเทศญี่ปุ่น
แร่ที่ถูกถลุงในพื้นที่นี้คือ Kuroko หรือ “Black Ore” ซึ่งเป็นแร่ซัลไฟด์เชิงซ้อนที่มีโลหะหลายชนิดผสมอยู่ จนได้รับฉายาว่า

“ห้างสรรพสินค้าแห่งโลหะ”
แต่แร่ชนิดนี้มีความซับซ้อนสูง การแยกโลหะบริสุทธิ์ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมการถลุงแร่ของบริษัท
ในปี 1902 โรงถลุงเริ่มใช้เตาพ่นลม (Blast Furnace) และในปี 1967 ได้เปลี่ยนเป็น Flash Furnace เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ต่อมาในปี 1975 บริษัทได้สร้างโรงบำบัดฝุ่นเพื่อนำโลหะมีค่ากลับมาใช้ และแก้ไขปัญหาก๊าซเสียและน้ำเสีย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมในธุรกิจโลหะ
วิกฤตเศรษฐกิจที่เปลี่ยนทิศธุรกิจ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากเหตุการณ์เศรษฐกิจโลก
- Nixon Shock ปี 1971
- Plaza Accord ปี 1985
ข้อตกลง Plaza Accord ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่า 30% ส่งผลให้ธุรกิจเหมืองแร่ของญี่ปุ่นสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว เหมืองจำนวนมากต้องปิดตัวลง และเหมืองโคซากะก็ปิดตัวในปี 1990

ในช่วงยุค 1990 DOWA จึงเริ่มปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยขยายไปสู่
- การแปรรูปโลหะ
- วัสดุอิเล็กทรอนิกส์
- อสังหาริมทรัพย์
- การก่อสร้าง
- ธุรกิจ สิ่งแวดล้อมและรีไซเคิล
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ นำไปสู่การสร้างโรงถลุงรีไซเคิลแห่งใหม่ในปี 2008 เพื่อใช้วัตถุดิบรีไซเคิลแทนแร่ธรรมชาติ

เมืองอากิตะ : ศูนย์กลาง Recycling Complex ของญี่ปุ่น
จังหวัดอากิตะได้กลายเป็นศูนย์กลางของระบบรีไซเคิลแบบครบวงจรของ DOWA ภายในพื้นที่มีบริษัทในเครือรวมกว่า 12 บริษัท แบ่งออกเป็น โคซากะ 6 บริษัท โอดาเตะ 3 บริษัท เมืองอากิตะ 2 บริษัท
ระบบนี้เชื่อมต่อกันเป็น Recycling Complex ประกอบด้วย
- โรงงานรีไซเคิล
- โรงงานถลุงโลหะ
- เตาเผาขยะ
- โรงงานบำบัดดินปนเปื้อน
- ระบบฝังกลบขั้นสุดท้าย

วัสดุและข้อมูลจากแต่ละโรงงานจะถูกส่งต่อกันภายในระบบโดยไม่ต้องส่งออกไปภายนอก
โรงถลุง Kosaka : หนึ่งในสามของโลก
หัวใจสำคัญของระบบคือโรงงาน Kosaka Smelting and Refining ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดอากิตะ โรงถลุงแห่งนี้มีความสามารถพิเศษ คือสามารถผลิตโลหะได้ทั้ง ทองแดงและตะกั่วในโรงงานเดียว และสามารถสกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด ซึ่งถือเป็นความสามารถที่พบได้เพียง 3 แห่งในโลก
โลหะที่ผลิตได้ ได้แก่ ทองคำ เงิน ทองแดง แพลทินัม พัลลาเดียม บิสมัท พลวง ดีบุก แร่ Rare Earth โลหะเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ รถไฟชินคันเซ็น อุปกรณ์การแพทย์ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานแสงอาทิตย์

“เหมืองในเมือง” แนวคิด Urban Mining
เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเริ่มหายากขึ้น ญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนแนวคิดจาก Mining in the Ground → Mining in the City หรือที่เรียกว่า Urban Mining
แทนที่จะขุดแร่จากใต้ดิน บริษัทหันมาสกัดโลหะจาก โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในหลายกรณีมีความเข้มข้นของโลหะสูงกว่าแร่ธรรมชาติมากกว่า 10 เท่า เช่น Black Ore เงินในแร่ธรรมชาติ: 150 กรัม/ตัน เงินใน Black Ore: 1,500 กรัม/ตัน
กระบวนการรีไซเคิล E-Waste แบบครบวงจร
โรงงานรีไซเคิล E-Waste ของ DOWA ก่อตั้งในปี 1999 มีพนักงาน 68 คน ได้รับใบอนุญาตรีไซเคิล 300,000 เครื่องต่อปี แต่มีศักยภาพรองรับได้ถึง 600,000 เครื่องต่อปี
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบ เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์
กระบวนการรีไซเคิลใช้ทั้ง แรงงานคนและเครื่องจักร

1 ดึงสารทำความเย็น
สารทำความเย็น เช่น ฟรีออน จะถูกดูดออกก่อนเพื่อป้องกันการทำลายชั้นโอโซน
2 แยกวัสดุอันตราย เช่น หลอดไฟ สวิตช์ปรอท แบตเตอรี่ ของเหลวอันตราย
3 ถอดแยกชิ้นส่วนด้วยแรงงานคน พนักงานจะถอดชิ้นส่วนสำคัญ เช่น คอมเพรสเซอร์ มอเตอร์ แผงวงจร สายไฟทองแดง หม้อน้ำ พลาสติก
4 บดและคัดแยกด้วยเครื่องจักร เครื่องจักรจะคัดแยก เหล็ก ทองแดง ทองเหลือง พลาสติก
ตัวอย่าง “เหมืองทองจากมือถือ”
ในปี 2024 โรงงานรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือจำนวน 11,100 เครื่อง น้ำหนักรวม 2.1 ตัน สามารถสกัดโลหะได้
- ทองคำ 713 กรัม
- เงิน 3,585 กรัม
- ทองแดง 229 กิโลกรัม

สัดส่วนวัสดุที่ได้คืน
- โลหะ 40%
- พลาสติก 28%
- โลหะผสม 4.8%
ขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้เพียง 9%
กฎหมายรีไซเคิลของญี่ปุ่น: หัวใจของระบบ
ญี่ปุ่นมี Home Appliance Recycling Law ซึ่งใช้มานานกว่า 20 ปี หลักการสำคัญคือ Polluter Pays Principle ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ผู้บริโภคจะจ่ายค่าธรรมเนียมรีไซเคิลเมื่อซื้อสินค้า เงินจะเข้าสู่ กองทุนกลาง และถูกกระจายให้โรงงานรีไซเคิลตามจำนวนเครื่องที่จัดการจริง
นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งผู้ผลิตเป็น
- Group A
- Group B
เพื่อจัดสรรปริมาณขยะให้โรงงานอย่างเป็นธรรม
สำหรับความร่วมมือกับประเทศไทย ในประเทศไทย กลุ่ม DOWA ดำเนินธุรกิจผ่านบริษัท Waste Management Siam ซึ่งให้บริการ รีไซเคิล เตาเผาขยะ ฝังกลบ โดยมีความร่วมมือกับ เอไอเอส หรือ Advanced Info Service ในการรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน จุดรับทิ้ง การส่งทางไปรษณีย์
ขยะจะถูกคัดแยกที่โรงงานในจังหวัดชลบุรี วัสดุส่วนใหญ่จะรีไซเคิลในไทย แต่ แผงวงจร (PCB) ซึ่งมีโลหะมีค่าสูง จะถูกส่งไปยังโรงถลุงโคซากะ

ความท้าทายของระบบ E-Waste ไทย
แม้ประเทศไทยเริ่มมีการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญหลายประการ
1 กฎหมายยังไม่สมบูรณ์
ร่าง พ.ร.บ. E-Waste ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา
ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย 5 ชนิด ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น โทรทัศน์
2 ระบบนอกกฎหมาย
ผู้รับซื้อของเก่า หรือ ซาเล้ง มีบทบาทสูงในการรวบรวมขยะ แต่การแยกชิ้นส่วนมักใช้วิธีผิดหลักวิชาการ เช่น การเผาสายไฟเพื่อเอาทองแดง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อดิน น้ำ และอากาศ
3 ต้นทุนการรีไซเคิลสูง
การรีไซเคิลที่ถูกต้องต้องใช้ต้นทุนสูง เช่น ระบบดูดสารทำความเย็น การจัดการสารพิษ ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องแข่งขันราคากับผู้ลักลอบจัดการไม่ได้

แนวโน้มอนาคต E-Waste โลก
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ต่อปี จากปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
- อายุสินค้าใช้งานสั้นลง
- การบริโภคอุปกรณ์ดิจิทัลเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน กระแส ESG Carbon Neutrality กำลังผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

บทเรียนสำคัญจาก DOWA
โมเดลของ DOWA แสดงให้เห็นว่า การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพต้องมี
1 ระบบกฎหมายชัดเจน
2 ระบบเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้การรีไซเคิลคุ้มค่า
3 เทคโนโลยีการสกัดโลหะขั้นสูง
4 ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกัน

และที่สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรของอนาคต”

