อาหารส่วนเกิน ที่ยังมีคุณภาพและปลอดภัย สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการกำจัดเป็นขยะ หากมีระบบจัดการและส่งต่อถึงผู้ที่ต้องการอย่างเหมาะสม “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ร่วมแบ่งปันบทเรียน Food Rescue ในงาน SOS Thailand Awards 2026 พร้อมสะท้อนโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจ ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยอาหารไปจนถึงกลไกสนับสนุนการบริจาค เพื่อขยายผลการลดขยะอาหารและเพิ่มโอกาสเข้าถึงอาหารของกลุ่มเปราะบาง
เปลี่ยนมุมมองต่ออาหารส่วนเกิน สร้างระบบส่งต่อที่ปลอดภัย
ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจแม็คโคร-โลตัส ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์บนเวทีเสวนาหัวข้อ “สุดยอดผู้นำ เบื้องหลังการขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน” ภายในงาน SOS Thailand Awards 2026 โดยแบ่งปันบทเรียนจากความร่วมมือกับมูลนิธิ SOS Thailand ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 10 ปี
หัวใจสำคัญของ Food Rescue คือการเปลี่ยนมุมมองต่ออาหารส่วนเกิน จากสิ่งที่ต้องกำจัดให้เป็นทรัพยากรที่ยังมีคุณค่าและสามารถส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตาม การบริจาคอาหารไม่ได้จบเพียงการนำอาหารออกจากระบบจำหน่าย แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมตลอดกระบวนการ
ศิริพรเสนอว่า ภาคธุรกิจควรฝังระบบ Food Rescue ไว้ในกระบวนการทำงาน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอาหารตั้งแต่การคัดแยก การจัดเก็บ และการขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบ พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน
การประเมินผลควรพิจารณามากกว่าปริมาณอาหารที่ส่งต่อ แต่ต้องดูด้วยว่าอาหารไปถึงผู้ที่ต้องการจริงหรือไม่ และธุรกิจสามารถพัฒนาระบบเพื่อป้องกันการสูญเสียอาหารตั้งแต่ต้นทางได้มากเพียงใด
“การสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน หากทุกองค์กรเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองทำได้ และร่วมมือกันขยายผล เราจะลดการสูญเสียอาหาร สร้างประโยชน์ให้สังคม และสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม” นางศิริพร กล่าว

SOS Thailand กอบกู้อาหารในไทยแล้วกว่า 20 ล้านกิโลกรัม
SOS Thailand ดำเนินภารกิจกอบกู้อาหารในประเทศไทยครบ 10 ปี โดยรายงานผลการกอบกู้อาหารแล้วมากกว่า 20 ล้านกิโลกรัม สามารถนำไปส่งต่อเป็นอาหารได้ถึง 80 ล้านมื้อ และเข้าถึงชุมชนกว่า 6,600 แห่งทั่วประเทศ
การดำเนินงานช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการขยะได้กว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานทั่วโลกสามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินให้ชุมชนและผู้ที่ต้องการได้แล้ว 100 ล้านมื้อ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 105 ล้านมื้อภายในปี 2026

ที่ผ่านมา ซีพี แอ็กซ์ตร้า ทำงานร่วมกับ SOS Thailand เพื่อกอบกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงร่วมดำเนินโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ โดยนำองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนากระบวนการกอบกู้และส่งต่ออาหาร
ภายในงานยังมีการมอบรางวัล SOS Thailand Awards 2026 ให้แก่พันธมิตร 45 องค์กร แบ่งเป็น The Best Sustaining Partner Awards 2026 จำนวน 13 องค์กร และ The Good Sustaining Partner Awards 2026 จำนวน 32 องค์กร เพื่อยกย่องการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารและความร่วมมือด้านระบบอาหารของไทย
ภาคธุรกิจสะท้อนโจทย์ร่วม ตั้งแต่การผลิตถึงการบริจาค
การจัดการอาหารส่วนเกินไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก แต่ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหาร การประกอบอาหาร การจัดเก็บและขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่ายและการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร
ในเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้ ผู้แทนจากภาคธุรกิจอาหารและผู้เกี่ยวข้องได้สะท้อนแนวทางการลดอาหารสูญเสียในแต่ละขั้นตอน เช่น เอสแอนด์พีให้ความสำคัญกับระบบโลจิสติกส์ ความปลอดภัยอาหาร การจัดเก็บข้อมูล และการสื่อสารกับพันธมิตร เพื่อให้อาหารส่งถึงผู้รับได้อย่างเหมาะสมและตรวจสอบย้อนกลับได้
ด้านเคเอฟซีและมูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย นำเสนอแนวทางโครงการ “ไก่น้อง” หรือ KFC Harvest ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้ง ให้ใครต้องหิว” ซึ่งนำไก่ที่หมดเวลาจำหน่ายตามเกณฑ์คุณภาพของแบรนด์ไปส่งต่อให้เด็กในชุมชนที่มีความต้องการ

ขณะที่ซีพีแรม ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารแช่เย็นและแช่แข็ง ระบุถึงการควบคุมอาหารส่วนเกินด้วยการกำหนด KPI การผลิตไม่ให้เกิน 0.1% พร้อมบริหารวัตถุดิบ คาดการณ์การผลิต และพัฒนานวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่มีมากกว่าแผน รวมถึงการบริจาคให้พันธมิตร
ส่วนเซ็นทรัล ทำ ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับชุมชนและเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง โดยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านตลาดและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการและลดโอกาสที่ผลผลิตจะกลายเป็นของเสีย
สำหรับซีพี แอ็กซ์ตร้า แนวทางที่นำเสนอประกอบด้วยการพัฒนาระบบเชื่อมโยงอาหารส่วนเกินกับผู้รับ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็ง และการขยายเครือข่ายขององค์กรเองในพื้นที่ที่พันธมิตรยังเข้าไม่ถึง โดยมุ่งสู่แนวทาง Zero Food Waste to Landfill

ข้อจำกัดด้านกฎหมายและนโยบาย ยังเป็นโจทย์ของ Food Rescue ไทย
แม้การส่งต่ออาหารส่วนเกินจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงอาหารและลดปริมาณขยะอาหารได้ แต่การขยายผลยังต้องอาศัยระบบที่รองรับทั้งความปลอดภัย การขนส่ง การตรวจสอบข้อมูล และความร่วมมือระหว่างผู้บริจาคกับผู้รับ
อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจสะท้อนคือ ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการขาดกลไกส่งเสริมการบริจาคอาหาร โดยผู้แทนจากซีพีเอฟด้านโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้าระบุว่า เงื่อนไขทางกฎหมายอาจทำให้ภาคเอกชนบางส่วนเลือกทำลายอาหารแทนการบริจาค เนื่องจากต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริจาค
ข้อมูลที่นำเสนอในงานระบุว่า สัดส่วนการบริจาคมีเพียง 0.5% ของปริมาณอาหารส่วนเกินในประเทศไทย พร้อมเสนอให้พิจารณากลไกสนับสนุน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการบริจาค และข้อกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองผู้บริจาคอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจนำอาหารส่วนเกินไปใช้ประโยชน์

ขยายความร่วมมือ พร้อมป้องกันอาหารสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง
บทเรียนจาก SOS Thailand Awards 2026 ชี้ให้เห็นว่า การจัดการอาหารส่วนเกินต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการป้องกันอาหารสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง การจัดการอาหารที่ยังมีคุณภาพและปลอดภัยให้เหมาะสม และการสร้างระบบส่งต่อที่เข้าถึงผู้รับได้จริง
สำหรับภาคธุรกิจ ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มปริมาณอาหารบริจาค แต่รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูล การควบคุมคุณภาพ การขนส่ง และเครือข่ายพันธมิตรให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กลไกสนับสนุนจากภาครัฐก็เป็นอีกประเด็นที่ควรติดตามว่าจะช่วยลดข้อจำกัดและทำให้การบริจาคอาหารเกิดขึ้นได้มากขึ้นเพียงใด
การเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมจึงต้องอาศัยทั้งระบบที่ปลอดภัย ความร่วมมือที่ต่อเนื่อง และการลดการสูญเสียอาหารตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้การจัดการอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจและการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว




