การ์ทเนอร์คาดการณ์ ภายในปี 2572 พนักงาน 30% ที่ถูกเลิกจ้างเพราะ AI จะได้รับการจ้างกลับเข้าทำงานอีกครั้ง ขณะเดียวกันองค์กรต้องปรับกลยุทธ์บริหารคนและเทคโนโลยี เพื่อรับมืออนาคตของการทำงาน ระบุการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนด้วยการแทนที่พนักงานอาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว เพราะองค์กรอาจต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อดึงบุคลากรกลับมา พร้อมเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียความรู้และทักษะภายใน
การนำ AI มาใช้ลดต้นทุนแรงงานอาจไม่ใช่คำตอบระยะยาวสำหรับองค์กร เมื่อการสูญเสียบุคลากรหมายถึงการสูญเสียทักษะ ประสบการณ์ และความรู้สะสมที่สร้างขึ้นภายในบริษัท
การ์ทเนอร์ ชี้ให้เห็น 4 เทรนด์ Future of Work ที่ผู้บริหารต้องเตรียมรับมือ พร้อมคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 พนักงานราว 30% ที่ถูกเลิกจ้างเพราะ AI จะได้รับการจ้างกลับเข้าทำงานอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้องค์กรต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่าเดิม
AI ลดต้นทุนได้ แต่การลดคนมากเกินไปอาจสร้างภาระระยะยาว
การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยี เปิดเผยแนวโน้มอนาคตการทำงานว่า การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานและการบริหารบุคลากรขององค์กร โดยผู้บริหารไอทีและผู้บริหารธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ ระบุว่า ความเข้าใจผิดสำคัญในช่วงเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ คือการมองว่าเป้าหมายหลักอยู่ที่การให้เทคโนโลยีทำงานแทนมนุษย์ ทั้งที่โอกาสสำคัญคือการนำ AI มาเสริมศักยภาพของทีมงาน
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2572 หรือ ค.ศ. 2029 พนักงานประมาณ 30% ที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาใช้ทดแทนจะได้รับการจ้างกลับเข้าทำงานอีกครั้ง โดยการกลับมาจ้างงานอาจทำให้องค์กรมีต้นทุนสูงขึ้น
เหตุผลสำคัญคือ การลดจำนวนพนักงานอาจช่วยเพิ่มผลกำไรทางการเงินในระยะสั้น แต่ก็เสี่ยงทำลายกระบวนการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Pipelines) และทำให้ความรู้สะสมภายในองค์กรสูญหายไปด้วย
เมื่อการเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกเริ่มทรงตัวหรือลดลง การแข่งขันเพื่อสรรหาคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการสรรหา การฝึกอบรม และการรับพนักงานใหม่เข้าทำงานกลายเป็นความท้าทายที่องค์กรต้องคำนึงถึง
พอลแมน จึงเสนอแนวทาง Talent Remix หรือการปรับสัดส่วนบุคลากร โดยใช้ AI ช่วยปรับบทบาทหน้าที่และโยกย้ายพนักงานจากงานที่สร้างผลผลิตได้น้อยไปสู่งานหรือโอกาสใหม่ที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า แทนการมุ่งลดจำนวนพนักงานเป็นหลัก

Gartner ชี้ 4 เทรนด์ Future of Work ที่องค์กรต้องจับตา
รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work นำเสนอทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงาน โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำเครื่องมือ AI มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการออกแบบงาน การพัฒนาทักษะ และการสร้างระบบที่ทำให้มนุษย์กับ AI ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคนทำงาน
องค์กรต้องพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกับ AI ให้ลึกซึ้งกว่าการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อทำงานแทนคน โดยมุ่งเสริมความสามารถด้านการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ และการตัดสินใจ พร้อมรักษาความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อผลงาน
เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ AI Avatar of the Employee, AI Toolmate, Digital Coaching Applications, Employee Digital Twin และ Emotion AI
2. สร้างแรงงานที่พร้อมใช้ AI และปรับตัวได้ต่อเนื่อง
ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ช่องว่างด้านทักษะและความพร้อมของบุคลากรเป็นโจทย์สำคัญ องค์กรจึงต้องการพนักงานที่เรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ทำงานข้ามสายงานได้ และปรับตัวเข้ากับบทบาทที่เปลี่ยนแปลงได้
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาความรู้พื้นฐานด้าน AI (AI Literacy) การใช้ AI เพื่อบริหารจัดการทักษะ การเสริมความคล่องแคล่วทางดิจิทัล (Digital Dexterity) และการพัฒนาความเชี่ยวชาญด้าน AI ของผู้บริหาร
3. รักษาบริบท ความสามารถในการตัดสินใจ และความรู้ขององค์กร
เมื่อ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรต้องระวังไม่ให้บริบทการทำงาน ความรู้สะสม และการใช้วิจารณญาณของมนุษย์สูญหายไป
การออกแบบระบบจึงต้องช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ โดยยังมีมนุษย์กำกับดูแล และทำให้พนักงานเข้าใจทั้งวิธีปฏิบัติงานและเหตุผลเบื้องหลังของกระบวนการนั้น

เทคโนโลยีที่ควรพิจารณา ได้แก่ Conversational User Interfaces, Decision Intelligence Platforms และ Generative UI
4. วางรากฐานให้การลงทุน AI สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในแต่ละกรณีได้รวดเร็วขึ้น ด้วยต้นทุนที่เหมาะสมและมีความปลอดภัย
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 หรือ ค.ศ. 2027 องค์กร 75% ที่มุ่งเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก AI ผ่านการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว จะเสียเปรียบคู่แข่งที่นำผลประโยชน์ดังกล่าวกลับไปลงทุนในนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัย และการยกระดับทักษะแรงงาน
เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ AI-powered Wearables, Domain-specific GenAI Models, Embodied AI และ Vibe Coding ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI Agents เข้ามาช่วยดำเนินการเขียนโค้ด

ผู้บริหารต้องเปลี่ยนจากการลดคน สู่การเพิ่มมูลค่าของคน
พอลแมนระบุว่า ผู้บริหารที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุนมีความเสี่ยงที่จะลดจำนวนพนักงานมากเกินไป จนอาจกระทบความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ และการขยายเข้าสู่ตลาดใหม่
โจทย์ขององค์กรจึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะนำ AI มาใช้กับงานใด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่างานใดควรให้ AI ช่วยดำเนินการ งานใดต้องอาศัยประสบการณ์และวิจารณญาณของมนุษย์ และจะพัฒนาทักษะของพนักงานให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคตได้อย่างไร
สำหรับผู้บริหาร การปรับกลยุทธ์กำลังคนควรเดินควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี การรักษาความรู้ภายในองค์กร และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพจาก AI จะสร้างคุณค่าได้มากเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับวิธีที่องค์กรออกแบบงานและใช้ศักยภาพของคนร่วมกับเทคโนโลยีด้วย




