ไดกิ้น ขยายผลห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับเด็กเล็ก จากศูนย์ต้นแบบ 4 จังหวัด สู่แนวทางจัดการคุณภาพอากาศที่นำไปใช้ได้จริง จัดการอากาศในห้องเรียนเด็กเล็ก ดูแลทั้งฝุ่น PM2.5 และการระบายอากาศ ผลตรวจวัดฝุ่นภายในห้องต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81% มี CO2 เฉลี่ย 618 ppm
การจัดการอากาศในห้องเรียนเด็กเล็กต้องดูแลทั้งฝุ่น PM2.5 และการระบายอากาศ หลังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ 4 จังหวัดมีผลตรวจวัดฝุ่นภายในห้องต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81% และมี CO2 เฉลี่ย 618 ppm ไดกิ้นเตรียมนำประสบการณ์จากโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นไปพัฒนาแนวทางขยายผล โดยมีกรมอนามัยร่วมให้ข้อเสนอแนะด้านสุขภาพและการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร
ปิดห้องหนีฝุ่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องจัดการ CO2 ควบคู่กัน
ปัญหา PM2.5 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปีทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้องปิดประตูและหน้าต่างเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอก แต่การลดการระบายอากาศอาจทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สะสมภายในห้อง ส่งผลต่อความสบายและสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก
โจทย์ของห้องเรียนปลอดฝุ่น มีทั้งการป้องกันฝุ่น การคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ครอบคลุมทั้งการปรับอากาศ การระบายอากาศ และการกรองฝุ่นละออง

วรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า เด็กเล็กใช้เวลาเกือบทั้งวันในห้องเรียน ขณะที่ร่างกายอยู่ในช่วงเติบโต บริษัทจึงนำความเชี่ยวชาญด้านการปรับอากาศ การระบายอากาศ และการกรองอากาศมาพัฒนาเป็นต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air”
4 ศูนย์ต้นแบบใช้ระบบกรองฝุ่นและระบายอากาศร่วมกัน
ไดกิ้นร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบห้องเรียนปลอดฝุ่นรวม 4 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร เชียงราย ระยอง และนครราชสีมา โดยนำประสบการณ์จากแต่ละพื้นที่มาประกอบการพัฒนาแนวทางจัดการอากาศในห้องเรียนเด็กเล็ก
ระบบต้นแบบประกอบด้วยระบบระบายอากาศแบบแลกเปลี่ยนความร้อนที่กรองฝุ่น PM2.5 ก่อนนำอากาศภายนอกเข้าสู่ห้อง ทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศและเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ครูติดตามสภาพอากาศภายในห้องและปรับการดูแลได้ตามข้อมูลที่ตรวจวัด
นอกจากการติดตั้งระบบแล้ว โครงการยังมีการอบรมครูและผู้ดูแลให้สามารถใช้งานและดูแลระบบด้วยตนเอง ทำให้ศูนย์ต้นแบบเป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้แนวทางการออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบ ก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่น

ผลตรวจวัดชี้ฝุ่นในห้องต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81%
ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยระบุว่า ศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 แห่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็กกว่า 200 คน และครูผู้ดูแลกว่า 20 คน โดยผลตรวจวัดพบว่าค่า PM2.5 ภายในห้องเรียนต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81%
บริษัทอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีค่าฝุ่น PM2.5 ภายนอกสูงถึง 95 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ระดับ CO2 ภายในห้องเรียนของศูนย์ต้นแบบมีค่าเฉลี่ย 618 ppm โดยบริษัทระบุว่าเป็นไปตามเกณฑ์ของกรมอนามัย
ครูยังสามารถตรวจสอบข้อมูลจากเซ็นเซอร์เพื่อปรับการดูแลห้องเรียนเมื่อคุณภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ทันที ขณะที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกรมอนามัย รับรองเป็น “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพอนามัยแห่งแรกในภาคเหนือ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากศูนย์ต้นแบบตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย การนำไปเปรียบเทียบหรือใช้เป็นเกณฑ์สำหรับพื้นที่อื่นควรพิจารณารายละเอียดวิธีตรวจวัด ช่วงเวลาเก็บข้อมูล และเงื่อนไขการใช้งานของแต่ละศูนย์ร่วมด้วย

กรมอนามัยชี้ต้นแบบช่วยให้พื้นที่นำแนวทางไปปรับใช้ได้
ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก และมีแนวทางจัดทำห้องปลอดฝุ่นสำหรับบ้านเรือน อาคารสาธารณะ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่นำไปปรับใช้
“เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ กรมอนามัยจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นให้ครอบคลุมสถานที่ที่เด็กเล็กใช้ชีวิตในแต่ละวัน”
ดร.จิตติมา ระบุว่า ต้นแบบที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ช่วยให้เห็นแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้

ขยายผลต้องตอบโจทย์ต้นทุนและบริบทของแต่ละพื้นที่
สำหรับก้าวต่อไป ไดกิ้นระบุว่าจะนำประสบการณ์จากศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัดไปพัฒนาโมเดลให้เหมาะกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ที่หลากหลายขึ้น โดยคำนึงถึงความแตกต่างของความต้องการในแต่ละพื้นที่ และการให้ความรู้แก่ครูและผู้ดูแลควบคู่กับการใช้งานระบบ
ประเด็นสำคัญของการขยายผลจึงอยู่ที่การทำให้ระบบดูแลคุณภาพอากาศสามารถใช้งานและบำรุงรักษาได้จริงในระยะยาว รวมถึงการพิจารณาความเหมาะสมกับสภาพอาคารและความพร้อมของแต่ละศูนย์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในข่าวนี้ยังไม่ได้ระบุจำนวนศูนย์เป้าหมาย งบประมาณ หรือกรอบเวลาการขยายผลอย่างชัดเจน การติดตามผลในระยะต่อไปจึงควรพิจารณาทั้งประสิทธิภาพการควบคุมฝุ่น คุณภาพการระบายอากาศ ความต่อเนื่องในการบำรุงรักษา และความเป็นไปได้ในการนำต้นแบบไปใช้ในวงกว้าง


