น้ำท่วมกรุงเทพฯ 2569 เปิดบทบาทธุรกิจ “ช่วยให้รอด–ช่วยให้ฟื้น” GULF ซีพี บางจาก ซีพี ออลล์–โฮมโปร เร่งส่งอาหาร พลังงาน และช่างช่วยประชาชน เผยกทม. ระบุยังมีจุดวิกฤตกว่า 40 จุดที่ต้องเฝ้าระวัง
วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้สร้างเพียงปัญหาการเดินทางและที่อยู่อาศัย แต่กำลังขยายโจทย์ไปสู่ “การฟื้นฟูหลังน้ำลด” ตั้งแต่อาหารและน้ำดื่มสำหรับผู้ประสบภัย ไปจนถึงไฟฟ้า เครื่องใช้ภายในบ้าน และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม โดยภาคธุรกิจเริ่มเข้ามามีบทบาทในหลายช่วงของวิกฤต ตั้งแต่การบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ไปจนถึงการช่วยให้ครัวเรือนกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อีกครั้ง
สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ของประเทศเกิดขึ้นหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง โดย Reuters รายงานเมื่อ 28 กันยายนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมกระทบมากกว่า 580,000 ครัวเรือนใน 41 จังหวัด และมีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นอย่างน้อย 11,000 ล้านบาท ขณะที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง
เมื่อความเสียหายไม่ได้จบลงพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลง “การฟื้นฟู” จึงกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และครัวเรือน

จากอาหารฉุกเฉิน สู่การประคองชีวิตในพื้นที่ประสบภัย
ในระยะแรกของวิกฤต สิ่งจำเป็นที่สุดคืออาหาร น้ำดื่ม และการสนับสนุนภารกิจกู้ภัยและศูนย์พักพิง
ซีพีเอฟสนับสนุนเนื้อไก่สด 200 กิโลกรัม และไข่ไก่ 6,000 ฟอง ให้โรงครัวจิตอาสากระทรวงวัฒนธรรมเพื่อนำไปประกอบอาหารให้ผู้ประสบภัย ขณะเดียวกันยังสนับสนุนโรงครัวใหญ่ลาดกระบังของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงมอบไข่ไก่ CP อีก 5,000 ฟองให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อส่งต่อไปยังสถานสงเคราะห์เด็กราชวิถี
อีกส่วนหนึ่งคือการสนับสนุนผ่านเครือข่ายภาคประชาชน โดยซีพีเอฟมอบไข่ไก่ 6,300 ฟอง และเนื้อไก่ 240 กิโลกรัมให้มูลนิธิเพจอีจัน เพื่อนำไปจัดทำข้าวกล่องมากกว่า 2,000 กล่องต่อวันสำหรับศูนย์พักพิงต่าง ๆ พร้อมเปิดจุดบริการอาหารตลอด 24 ชั่วโมงที่ซอยรามคำแหง 53

ด้านซีพีแรมและซีพี ออลล์ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล มูลนิธิเชฟแคร์ส และเครือข่าย จัดตั้งครัวกลางบริเวณด้านหน้าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เพื่อผลิตและส่งมอบอาหารพร้อมรับประทานและเบเกอรี่แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่คลองจั่น บางกะปิ ร่มเกล้า และพื้นที่ใกล้เคียง
โจทย์นี้สะท้อนว่า ในภาวะภัยพิบัติ “ความมั่นคงทางอาหาร” ไม่ได้หมายถึงการมีอาหารเพียงพอในตลาด แต่รวมถึงความสามารถในการนำอาหารเข้าสู่พื้นที่ที่ระบบขนส่งและการดำเนินชีวิตตามปกติหยุดชะงักด้วย

GULF ส่งอาหาร 16,000 กล่อง ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพ
แม้สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีจุดวิกฤตบริเวณคลองสายหลักกว่า 40 จุดที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยยังต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF พร้อมทีม “กัลฟ์อาสา” จึงส่งมอบอาหารปรุงสุกให้กรุงเทพมหานครวันละ 2,000 กล่อง รวม 16,000 กล่อง เพื่อกระจายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แทนรับมอบ
ชัชชาติระบุว่า กทม. ยังต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักและสูบน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง พร้อมเฝ้าระวังทั้งน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงจะทยอยเข้าสู่ระยะฟื้นฟู ทั้งการทำความสะอาดและจัดเก็บสิ่งของที่เสียหาย
การส่งมอบอาหารครั้งนี้เป็นส่วนต่อเนื่องของโครงการ “GULF Care ส่งต่อความห่วงใยให้คนไทย” ก่อนหน้านี้กัลฟ์อาสาได้ส่งมอบถุงยังชีพกว่า 650 ชุด พร้อมน้ำดื่ม 6,000 ขวด ให้ กทม. นำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม GULF ระบุว่าจะสนับสนุนการช่วยเหลือและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ และสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนหลังสถานการณ์น้ำท่วม
พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานของการช่วยเหลือ
อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญคือพลังงาน เพราะภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องพึ่งพารถยนต์ เครื่องจักร รถพยาบาล และการเดินทางของทีมกู้ภัย
กลุ่มบริษัทบางจากระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน เป็นต้นมา ได้สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์และเครื่องจักรที่ใช้ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่บางกะปิ ตามการประสานงานของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน พร้อมมอบบัตรเติมน้ำมันให้ทีมอาสาสมัครและหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงเปิดพื้นที่สถานีบริการน้ำมันให้ประชาชนนำรถเข้าจอด และช่วยเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่จอดรถ ปริมาณน้ำ ฝน และเส้นทางจราจร
บางจากยังส่งมอบน้ำดื่มให้หน่วยงานในหลายพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนอาหารแห้งสำหรับจัดถุงยังชีพในเขตพระโขนง

ในมุมธุรกิจ เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า “Business Resilience” ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การทำให้โรงงานหรือสำนักงานของบริษัทเดินต่อได้ แต่ยังรวมถึงการใช้ทรัพยากรของธุรกิจ เช่น เครือข่ายสถานีบริการ โลจิสติกส์ พลังงาน และช่องทางสื่อสาร เพื่อช่วยให้ระบบเศรษฐกิจและชุมชนโดยรอบเดินต่อในช่วงวิกฤต
โจทย์ใหม่หลังน้ำลด: บ้านจะกลับมาใช้งานอย่างไร?
หากการช่วยเหลือระยะแรกคือ “ทำให้ประชาชนมีอาหารและทรัพยากรดำรงชีวิต” ระยะต่อไปคือ “ทำให้บ้านและเครื่องมือทำมาหากินกลับมาใช้งานได้”
โฮมโปร–เมกาโฮมจึงขยับจากการช่วยเหลือในช่วงน้ำท่วมเข้าสู่ระยะฟื้นฟู โดยระหว่างวันที่ 2–4 ตุลาคม 2569 จะจัดกิจกรรม “ช่างโฮมโปร ห่วงใย ร่วมใจฟื้นฟูบ้าน” เปิดสำรวจบ้านหลังน้ำท่วมฟรี 500 สิทธิ์ ตรวจระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ผนัง พื้น ฝ้า และจุดรั่วซึม เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนกลับมาใช้งาน

นอกจากการตรวจบ้านแล้ว โฮมโปรยังต่อยอดด้วยกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า–เครื่องมือช่าง” โดยให้สมาชิกนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้ารับการตรวจเช็กและซ่อม โดย 2 ชิ้นแรกฟรีค่าแรง และชิ้นที่ 3 เป็นต้นไปลดค่าแรง 50% พร้อมส่วนลด 10% สำหรับบริการช่างโฮมโปร
ประเด็นที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่เพียง “ซ่อมฟรี” แต่คือการนำแนวคิด “ซ่อมก่อนเปลี่ยน” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูครัวเรือน
เพราะหลังน้ำลด ความเสียหายของบ้านไม่ได้แปลว่าสินค้าทุกชิ้นต้องกลายเป็นของเสีย และไม่ใช่ทุกครอบครัวจะสามารถซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่พร้อมกันได้ทั้งหมด
“Repair First” กับ Circular Economy ในช่วงฟื้นฟู
โฮมโปร ระบุว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการสามารถกลับมาใช้งานต่อได้หากได้รับการตรวจสอบและซ่อมอย่างถูกวิธี จึงเปิดให้ลูกค้านำเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกรุ่น ทุกแบรนด์เข้ารับบริการตรวจเช็กและซ่อม พร้อมมีบริการช่างถึงบ้านสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และงานซ่อมอื่น ๆ
สำหรับเครื่องมือช่าง เมกาโฮมขยายบริการ “ซ่อมฟรี! เครื่องมือช่าง” ให้ครอบคลุมทั้งเจ้าของบ้าน ช่าง ผู้รับเหมา และผู้ประกอบอาชีพที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือในการทำงาน

นี่เป็นจุดที่เชื่อมโยงกับ Circular Economy ได้โดยตรง เพราะการยืดอายุสินค้าและซ่อมแซมก่อนเปลี่ยนใหม่ช่วยลดการทิ้งสินค้าเร็วเกินความจำเป็น ขณะที่สินค้าที่ไม่สามารถซ่อมได้ยังสามารถเข้าสู่ระบบ Trade-In ผ่านโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” เพื่อให้สินค้าเก่าได้รับการจัดการและเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนทรัพยากร
ดังนั้น “ซ่อมก่อนเปลี่ยน” จึงมีความหมายมากกว่าการลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค เพราะยังเป็นโมเดลที่เชื่อม Affordability + Resource Efficiency + Circular Economy เข้าด้วยกัน
ภาคค้าปลีกเปิดพื้นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
อีกตัวอย่างคือกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ซึ่งเปิดโครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย” เพื่อรับบริจาคสิ่งของจำเป็น เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ยารักษาโรค นมผง ผ้าอ้อม และอุปกรณ์ทำความสะอาด ผ่านจุดรับบริจาคที่สยามพารากอนและไอคอนสยาม พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมบริจาคผ่านสภากาชาดไทย
บทบาทดังกล่าวสะท้อนอีกมิติของธุรกิจค้าปลีกในช่วงภัยพิบัติ คือการเปลี่ยนพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้เป็น “จุดเชื่อมต่อ” ระหว่างผู้ที่ต้องการช่วยเหลือกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

จาก CSR สู่ “ความยืดหยุ่นของสังคม”
สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากกรณีของซีพี ซีพีเอฟ บางจาก ซีพี ออลล์ GULF โฮมโปร–เมกาโฮม และสยามพิวรรธน์ จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นรายการกิจกรรม CSR ที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม
แต่สามารถมองได้เป็น 3 ชั้นของบทบาทธุรกิจในภาวะภัยพิบัติ
1. Relief — ช่วยให้ผ่านวิกฤตเฉพาะหน้า
อาหาร น้ำดื่ม พลังงาน ครัวกลาง และสิ่งของจำเป็น
2. Recovery — ช่วยให้ครัวเรือนกลับมาใช้ชีวิตได้
ตรวจบ้าน ซ่อมระบบไฟฟ้า ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และฟื้นฟูเครื่องมือทำงาน
3. Resilience — ลดความเปราะบางในระยะต่อไป
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน อาสาสมัคร และชุมชน รวมถึงการใช้ทรัพยากรของธุรกิจให้ตอบสนองต่อภัยพิบัติได้เร็วขึ้น

นี่คือจุดที่ Sustainability เชื่อมกับ Business Strategy อย่างชัดเจน เพราะเมื่อภัยพิบัติมีแนวโน้มสร้างความเสียหายต่อครัวเรือน ระบบขนส่ง Supply Chain และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ธุรกิจที่มีโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายบริการ และทรัพยากรพร้อมใช้งาน สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับมือวิกฤตของสังคมได้
และในระยะฟื้นฟู แนวคิดอย่าง “ซ่อมก่อนเปลี่ยน” ยังแสดงให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเป็นต้นทุนเสมอไป แต่สามารถตอบโจทย์ค่าครองชีพ การใช้ทรัพยากร และการสร้างคุณค่าทางธุรกิจไปพร้อมกันได้
สำหรับกรุงเทพฯ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงหลังน้ำท่วม คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “น้ำจะลดเมื่อไร” แต่คือ หลังน้ำลดแล้ว ครัวเรือน ธุรกิจ และชุมชนจะกลับมาเดินต่อได้เร็วแค่ไหน และใครจะช่วยทำให้การฟื้นฟูนั้นเกิดขึ้นจริง




