ตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษปรับตัว รับโจทย์ E-commerce โลจิสติกส์ การลดต้นทุน นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม TIPAK เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 143.68 ล้านหุ้น สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมที่กำลังขยับจากบรรจุภัณฑ์ทั่วไปสู่ High-Value Packaging มากขึ้น
บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPAK เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO จำนวนไม่เกิน 143,683,270 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 26.03% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลัง IPO ก่อนนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากปัจจุบันที่บริษัทมีทุนจดทะเบียน 552 ล้านบาท มีหุ้นสามัญเดิม 408,316,730 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และทุนชำระแล้วประมาณ 408.32 ล้านบาท
กำไรลดลง สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนในธุรกิจ Packaging
TIPAK มีกำไรสุทธิปี 2567 จำนวน 170.21 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 121.18 ล้านบาทในปี 2568 หรือลดลงประมาณ 28.8% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิลดจาก 6.21% เหลือ 4.77% อัตรากำไรดังกล่าวอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาค โดยอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 4-6% และมาเลเซีย 5-6%
วีรชัย มั่นสินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TIPAK กล่าวว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญอยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โรงงานทั้งสองแห่งของบริษัทในจังหวัดสมุทรสาครและปราจีนบุรีให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อเพิ่มความเร็วและปริมาณการผลิต ลดต้นทุนต่อหน่วยและของเสียในกระบวนการ รวมถึงใช้ข้อได้เปรียบด้านทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาขนส่ง

ในธุรกิจที่มี Margin ไม่สูง การลด Waste เพิ่ม Productivity และบริหาร Logistics จึงมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรและการแข่งขัน
จาก “ขายกล่อง” สู่ High-Value Packaging
TIPAK พยายามสร้างความแตกต่างจากการแข่งขันด้านราคา ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและบริการ Packaging Solution บริษัทมีทีมวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทำงานร่วมกับลูกค้า เพื่อพัฒนาคุณสมบัติเฉพาะ เช่น การป้องกันความชื้น และสารเคลือบเพื่อช่วยยืดอายุผักและผลไม้ รวมถึงบริการออกแบบโครงสร้างและกราฟิก (Structural and Graphic Design) และเทคโนโลยีการพิมพ์สำหรับงานที่ต้องการคุณภาพด้านภาพและสี
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการขยับจากการเป็นผู้ผลิตกล่องแบบ Commodity ไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ฐานลูกค้าของ TIPAK ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Logistics และ E-commerce ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความต้องการบรรจุภัณฑ์กระดาษสูงตามปริมาณการจัดส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม ความต้องการของตลาดกำลังเปลี่ยนจาก “กล่องสำหรับขนส่ง” ไปสู่บรรจุภัณฑ์ที่ต้องตอบโจทย์ด้านความแข็งแรง การออกแบบ การปกป้องสินค้า ประสิทธิภาพต้นทุน และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน
FSC – Green Industry เมื่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเงื่อนไข B2B
โรงงาน TIPAK ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น FSC และ Green Industry ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ลูกค้าองค์กรใช้ประกอบการเลือกผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์
FSC เป็นระบบการรับรองที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้และห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์จากป่าอย่างรับผิดชอบ ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีความสำคัญมากขึ้นใน Supply Chain

อย่างไรก็ตาม การใช้กระดาษหรือมีใบรับรองเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าบรรจุภัณฑ์จะมีความยั่งยืนทั้งหมด การประเมิน Sustainable Packaging ยังต้องพิจารณาตั้งแต่วัตถุดิบ การใช้พลังงานและทรัพยากร ของเสีย การขนส่ง ไปจนถึงความสามารถในการรีไซเคิลหลังใช้งาน
ดังนั้น การแข่งขันของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในระยะต่อไปจะอยู่ที่ความสามารถในการลดการใช้ทรัพยากรและของเสีย โดยยังรักษาคุณภาพและประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์
IPO คือจุดเริ่ม สิ่งที่ต้องจับตาคือ Margin และความสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม
TIPAK มีวิสัยทัศน์ “Solutions Unfold ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้า” ผลักดันบริษัทสู่ผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ขณะเดียวกันก็ให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีการผลิต การลดต้นทุนต่อหน่วย ลดของเสีย และการใช้ข้อได้เปรียบด้านทำเลโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง
ทิฆัมพร มั่นสินธร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ TIPAK กล่าวว่า ความท้าทายหลัง IPO ของ TIPAK จะอยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยน R&D เทคโนโลยี และ Sustainable Packaging ให้กลายเป็นรายได้และ Margin ที่ดีขึ้น

