GULF ผลักดัน บ้านโคกล่าม–บ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และเกษตรโรงเรือน ลดข้อจำกัดเรื่องน้ำและรายได้ตามฤดูกาล ปลูกพืชมูลค่าสูงได้หลายรอบต่อปี ระบุโรงเรือนหนึ่งแห่งใช้เวลาปลูกประมาณ 45 วัน สร้างรายได้ 4,000–5,000 บาทต่อรอบ และปลูกได้ถึง 8 รอบต่อปี หรือคิดเป็น 32,000–40,000 บาทต่อโรงเรือนต่อปี
จากชุมชนที่ครั้งหนึ่งต้องส่งแรงงานออกไปหาเงินต่างจังหวัดหลังจบฤดูทำนา บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี กำลังทดลองสร้างเศรษฐกิจชนบทในอีกรูปแบบ เมื่อระบบน้ำเดิมถูกต่อยอดด้วย Solar Irrigation หรือระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงเรือนปลูกผักปลอดภัย
ข้อจำกัดพื้นฐานของเศรษฐกิจการเกษตร คือ “น้ำ”
ต้นทางของการเปลี่ยนแปลงที่บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ไม่ได้เริ่มต้นจากแผงโซลาร์เซลล์ แต่เริ่มจากข้อจำกัดพื้นฐานของเศรษฐกิจการเกษตร คือ “น้ำ”
ในอดีตพื้นที่เผชิญความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ สำหรับการอุปโภคบริโภคและการทำเกษตร หลังสิ้นฤดูทำนา ชาวบ้านจำนวนหนึ่งจึงต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดหรือในต่างประเทศ เพื่อหารายได้กลับมาจุนเจือครอบครัว
เศวต จันทร์หอม อดีตผู้ใหญ่บ้านแสงอร่าม เล่าว่า ชุมชนได้ร่วมกันถวายฎีกาผ่านสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือสำนักงาน กปร. ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนำไปสู่การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย

ข้อมูลจากสำนักงาน กปร. ระบุว่า ระบบอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายสามารถสนับสนุนบ้านโคกล่าม หมู่ 3 และบ้านแสงอร่าม หมู่ 11 รวม 248 ครัวเรือน 1,426 คน ครอบคลุมพื้นที่เกษตรประมาณ 1,200 ไร่ในฤดูฝนและ 500 ไร่ในฤดูแล้ง แต่การมีแหล่งน้ำเพียงอย่างเดียวยังไม่เท่ากับการมี “น้ำเพื่อสร้างรายได้” เพราะในระยะแรกชุมชนยังขาดระบบส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเปลี่ยนจึงเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนาระบบกระจายน้ำ ควบคู่กับการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ การกำหนดกติกา และการบริหารทรัพยากรร่วมกัน
นี่คือส่วนสำคัญของโมเดล เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ ก็ต่อเมื่อมีทั้ง “ระบบส่งน้ำ” และ “ระบบบริหารน้ำ” ทำงานร่วมกัน
จากเกษตรตามฤดูกาลสู่เกษตรมูลค่าสูง หนึ่งปีมีโอกาสสร้างรายได้ 8 รอบ
หลังแก้โจทย์เรื่องการเข้าถึงน้ำ ชุมชนเริ่มเปลี่ยนจากการพึ่งพาเกษตรเชิงเดี่ยว ไปสู่เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชในโรงเรือน เพื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมูลค่าสูงขึ้น ต่อมาพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม–แสงอร่าม สามารถนำผักปลอดภัยออกจำหน่ายทั้งตลาดท้องถิ่นและห้างค้าปลีกสมัยใหม่

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้ามาต่อยอดโครงสร้างนี้ โดยสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยจำนวน 10 โรงเรือน รวมถึงระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หอถังสูง ระบบท่อ และระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรและพื้นที่สาธารณประโยชน์
ข้อมูลของ GULF ระบุว่า ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่ามมีกำลังผลิต 9.28 กิโลวัตต์ และสนับสนุนการใช้งานแก่ครัวเรือนมากกว่า 20 ครัวเรือน ทำให้เกษตรกร “เพิ่มรอบการผลิต” ได้ โดยข้อมูลจากชุมชนระบุว่า ผักในโรงเรือนหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 45 วัน สร้างรายได้เฉลี่ย 4,000–5,000 บาทต่อโรงเรือน และสามารถปลูกได้ถึง 8 รอบต่อปี รายได้ต่อโรงเรือนจึงอยู่ที่ประมาณ 32,000–40,000 บาทต่อปี ก่อนพิจารณาต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้อง
รายได้ที่เกิดขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นั่นคือจากรายได้ที่พึ่งพาฤดูกาลและงานรับจ้าง มาเป็นรายได้อีกกระแสหนึ่งที่สามารถวางแผนรอบการผลิตได้
Solar Irrigation เปลี่ยน “ค่าแรงและเวลา” ให้กลายเป็นผลิตภาพ
ผลที่เห็นชัดอีกด้านคือ “เวลา” และ “แรงงาน” ยุพา แก้วเกิด ซึ่งเดิมรับจ้างทำไร่อ้อย ขุดมัน และทำนา ด้วยค่าแรงประมาณวันละ 300 บาท เล่าว่า การมีระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาไปตักหรือหิ้วน้ำเหมือนที่ผ่านมา ทำให้หลังรดน้ำผักในช่วงเช้า ยังสามารถพาลูกไปโรงเรียนและออกไปรับจ้างงานอื่น ก่อนกลับมาดูแลโรงเรือนในช่วงเย็นได้
ยุพา ยังระบุว่า ผักจากโรงเรือนมีคุณภาพดีและสามารถจำหน่ายในราคาสูงกว่าผักทั่วไป ขณะที่ครัวเรือนมีผักสำหรับบริโภคเอง ช่วยลดรายจ่ายอีกทางหนึ่ง

จึงเกิดผลลัพธ์พร้อมกันอย่างน้อยสามชั้น คือ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนเวลา และลดรายจ่ายครัวเรือน
เมื่อรายได้เกิดที่บ้าน “การย้ายถิ่น” อาจไม่ใช่ทางเลือกเดียว
อีกมิติที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างพื้นฐานกับการย้ายแรงงานออกจากชนบท
ภรทิพย์ พานิสุด เคยทำงานในโรงงานผลิตน้ำดื่มที่กรุงเทพฯ นานกว่า 5 ปี ก่อนกลับบ้านหลังบิดาเสียชีวิตเพื่อดูแลแม่และลูก ช่วงแรกเธอกลับมาทำงานรับจ้าง ทั้งทำนา ตัดอ้อย และขุดมัน มีรายได้ประมาณวันละ 300–450 บาท และไม่ได้มีงานทุกวัน หลังเข้าร่วมปลูกผักในโรงเรือน เธอมองว่าจุดเปลี่ยนไม่ได้มีเพียงรายได้ แต่คือการสามารถทำงานอยู่ใกล้ครอบครัว มีเงินออม และมีอิสระในการจัดการเวลามากขึ้น
บุญโฮม พันพรม คยเดินทางไปทำงานต่างประเทศมากกว่า 10 ปี ก่อนกลับมาทำไร่ ทำสวน และทำนาในบ้านเกิด การมีระบบสูบน้ำและแปลงผักจึงกลายเป็นรายได้เสริมเพิ่มเติมจากกิจกรรมการเกษตรเดิม
กรณีเหล่านี้สะท้อนกลไกสำคัญอย่างหนึ่ง คือ เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เกิดขึ้นใกล้บ้าน ต้นทุนในการเลือกอยู่กับครอบครัวก็ลดลง
นี่อาจเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่โครงการพัฒนาชนบทควรให้ความสำคัญมากกว่าการวัดเฉพาะจำนวนระบบโซลาร์หรือจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

พลังงานสะอาดในภาคเกษตร ไม่ได้มีคุณค่าแค่ลดคาร์บอน
Solar-Powered Irrigation System หรือ SPIS คือการใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ในการเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตร แทนการใช้แรงคน เชื้อเพลิง หรือไฟฟ้าจากระบบในบางกรณี
IRENA ระบุว่า Solar Irrigation สามารถให้พลังงานที่เชื่อถือได้และมีต้นทุนเหมาะสมสำหรับระบบชลประทานแบบกระจายตัว ขณะที่การมีระบบชลประทานช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนของปริมาณฝน และเปิดโอกาสให้ทำเกษตรได้หลายรอบมากขึ้น
FAO ระบุเช่นกันว่าระบบโซลาร์สำหรับสูบน้ำสามารถลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการสูบน้ำ เมื่อใช้แทนระบบที่อาศัยพลังงานฟอสซิล
ดังนั้น หากมองผ่านกรอบ Water–Energy–Food Nexus กรณีบ้านโคกล่าม–บ้านแสงอร่ามคือการเชื่อมทรัพยากรสามด้านเข้าด้วยกัน
“น้ำ” จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมถูกส่งไปถึงพื้นที่ผลิตด้วย “พลังงาน” จากแสงอาทิตย์ ก่อนเปลี่ยนเป็น “อาหาร รายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือน”

นั่นทำให้มูลค่าของพลังงานสะอาดในกรณีนี้ไม่ได้จบที่จำนวนหน่วยไฟฟ้าหรือปริมาณคาร์บอนที่ลดลง แต่เกิดเป็นผลิตภาพทางเศรษฐกิจด้วย
จากโครงการชุมชนสู่โมเดลที่ขยายผลได้ ต้องพิสูจน์ ROI และรายได้ระยะยาว
กรณีบ้านโคกล่าม–บ้านแสงอร่ามมีองค์ประกอบที่น่าสนใจสำหรับการขยายผลไปยังพื้นที่เกษตรอื่น คือมีโครงสร้างน้ำเดิม มีระบบบริหารน้ำ มีตลาดรองรับสินค้า มีการผลิตพืชมูลค่าสูง และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ลดข้อจำกัดในการกระจายน้ำ
แต่หากต้องการพิสูจน์ว่าโมเดลนี้สามารถขยายผลในเชิงนโยบายหรือการลงทุนได้ สิ่งที่ควรวัดต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนโรงเรือนหรือกำลังผลิตโซลาร์เซลล์ ตัวเลขสำคัญคือ ต้นทุนลงทุนต่อครัวเรือน ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา รายได้สุทธิของเกษตรกร ผลผลิตต่อหน่วยน้ำ อัตราการคืนทุน จำนวนงานที่เกิดในพื้นที่ และจำนวนครัวเรือนที่สามารถลดการพึ่งพารายได้จากการย้ายถิ่น

