นาโนเทค สวทช. และ Dr.PONG ร่วมพัฒนา ZIAMOZOME™ แพลตฟอร์มนาโนลิโปโซมสำหรับกักเก็บและนำส่งสารออกฤทธิ์ ผลทดสอบระบุว่าสามารถกักเก็บสารสำคัญได้มากกว่า 70% และมีแนวโน้มช่วยเพิ่มการซึมผ่านผิวและการเข้าสู่เซลล์ ขณะที่ Dr.PONG เตรียมต่อยอดเทคโนโลยีนี้เป็น B2B Technology Platform สำหรับแบรนด์และผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ
ข้อมูลกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2568 ไทยส่งออกเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรวมกว่า 3,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าไทยมีฐานอุตสาหกรรมความงามขนาดใหญ่และมีศักยภาพด้านวัตถุดิบธรรมชาติและสมุนไพร
แต่การแข่งขันในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดเพียงจำนวนสินค้าหรือยอดส่งออก หากรวมถึงความสามารถในการเป็นเจ้าของ เทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และระบบนำส่งสารสำคัญ ที่สามารถนำไปใช้กับหลายแบรนด์และหลายผลิตภัณฑ์ นี่คือจุดที่ ZIAMOZOME™ มีความหมายมากกว่าการเป็นนวัตกรรมของแบรนด์เดียว เพราะหากพัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม B2B ได้สำเร็จ เทคโนโลยีอาจสร้างรายได้จากการพัฒนาร่วม การใช้สิทธิ หรือการนำไปต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม
ZIAMOZOME™ ใช้นาโนลิโปโซมเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งสาร
ZIAMOZOME™ ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. และ บริษัท ดอกเตอร์พงศ์ สกิน รีเสิร์ช แล็บ จำกัด เป็นระบบนำส่งสารด้วยอนุภาคไขมันระดับนาโน หรือ liposome ซึ่งช่วยกักเก็บสารสำคัญและนำส่งไปยังบริเวณเป้าหมาย ทีมวิจัย นาโนเทค ระบุว่า มีการปรับแต่งพื้นผิวของอนุภาค รวมถึงควบคุมขนาด การกระจายตัว และความคงตัว เพื่อให้เหมาะต่อการพัฒนาสูตรเครื่องสำอาง

ผลการทดสอบที่เปิดเผย ระบุว่า อนุภาคสามารถกักเก็บสารสำคัญได้มากกว่า 70% และมีแนวโน้มเพิ่มการซึมผ่านผิวและการเข้าสู่เซลล์ ขณะเดียวกันทีมวิจัยยังเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสารที่อยู่ในระบบนำส่งกับสารในรูปแบบอิสระ เพื่อประเมินผลของเทคโนโลยีโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ควรถูกตีความว่า “ประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 70%” เพราะประสิทธิภาพจริงยังขึ้นอยู่กับชนิดสาร สูตรผลิตภัณฑ์ ความคงตัว ปริมาณ และผลทดสอบในมนุษย์
Dr.PONG เดิมพันจาก Beauty Brand สู่ Technology Platform
นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Dr.PONG ระบุว่า บริษัทต้องการยกระดับการแข่งขันจากระดับ “สูตรผลิตภัณฑ์” ไปสู่ Deep Technology และ Delivery System บริษัทจึงพัฒนา Skin Research Lab ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบนำส่งสาร การพัฒนาสูตร การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการทดสอบประสิทธิภาพในมนุษย์ เพื่อเชื่อมงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
ZIAMOZOME™ ยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงผู้บริโภคไทยและเอเชีย รวมถึงสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น ซึ่งมีผลต่อความคงตัวของสารและพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์
แผนสำคัญคือการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ของ Dr.PONG ควบคู่กับการต่อยอดเป็น B2B Technology Platform สำหรับแบรนด์อื่น ซึ่งหากทำได้จริง จะเปลี่ยนเทคโนโลยีจาก “จุดขายของสินค้า” ไปสู่ “สินทรัพย์ทางธุรกิจ”

Bioactive Compounds เพิ่มโอกาสยกระดับวัตถุดิบไทย
ความร่วมมือครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับแนวคิด Bioactive Compounds หรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืช อาหาร สมุนไพร และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร สุขภาพ และเครื่องสำอาง
สำหรับประเทศไทย โอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการขายวัตถุดิบ แต่คือการเพิ่มมูลค่าผ่านการสกัดสารสำคัญ การพัฒนาเทคโนโลยีนำส่ง และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
ในมุมความยั่งยืน ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับ Bioeconomy และการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังไม่ควรสรุปว่าเทคโนโลยีดังกล่าว “ยั่งยืน” จนกว่าจะมีข้อมูลด้านแหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต พลังงาน ของเสีย และผลกระทบตลอดวัฏจักรผลิตภัณฑ์

ด่านต่อไปคือ Scale-up, IP และหลักฐานในมนุษย์
โจทย์สำคัญของ ZIAMOZOME™ จากนี้คือการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถขยับจากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและตลาดจริงได้หรือไม่
สิ่งที่ต้องจับตา ได้แก่ ผลทดสอบในมนุษย์ ความสามารถในการผลิตซ้ำในระดับอุตสาหกรรม ต้นทุน สถานะทรัพย์สินทางปัญญา และจำนวนลูกค้า B2B ที่นำเทคโนโลยีไปใช้จริง
หากโมเดลนี้ขยายได้ ZIAMOZOME™ จะมีความหมายมากกว่าเทคโนโลยีของ Dr.PONG เพราะอาจเป็นตัวอย่างของการขยับอุตสาหกรรมความงามไทยจากฐาน OEM–ODM–Brand ไปสู่ IP–Science–Technology Platform
และนั่นคือบททดสอบสำคัญว่า คำว่า “Technology from Thailand” จะสามารถเปลี่ยนจากแนวคิดด้านนวัตกรรม ไปเป็นมูลค่าทางธุรกิจในตลาดโลกได้จริงเพียงใด

