ซูเปอร์เอลนีโญอาจกระทบน้ำต้นทุน ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และเมืองท่องเที่ยว เจาะผลกระทบเศรษฐกิจ พร้อมข้อเสนอเร่งปรับแผน NAP
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงความเสี่ยงจาก ซูเปอร์เอลนีโญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุน ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ประเมินว่าความรุนแรงของภัยแล้งอาจทำให้การใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งยกระดับแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (NAP) เพื่อรับมือความเสี่ยงระยะยาว
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยต้นทุนหลักของภาคการผลิต การเกษตร และการท่องเที่ยว ขณะที่การบริหารจัดการน้ำจะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคสภาพอากาศสุดขั้ว

ซูเปอร์เอลนีโญอาจกดดันระบบน้ำไทยช่วงปลายปี 2569
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ระบุว่า แบบจำลองภูมิอากาศจาก NOAA, IRI และ ECMWF ประเมินสอดคล้องกันว่า เอลนีโญในช่วงปี 2026-2027 มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส
สถานการณ์ดังกล่าวอาจผลักดันให้ประเทศไทยเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและการจัดสรรน้ำในหลายภาคส่วน
ข้อมูลจากกรมอุตนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว โดยมีแนวโน้มเกิดฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูงสุดตั้งแต่ ตุลาคม 2569 ถึงเมษายน 2570

น้ำต้นทุนลด กดดันทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และเมืองท่องเที่ยว
ดร.วิจารย์ TEI ระบุว่า การลดลงของน้ำต้นทุนจะไม่กระทบเฉพาะภาคเกษตร แต่ยังส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่อาจต้องพึ่งพาน้ำบาดาลมากขึ้น โดยจะเห็นได้จาก
- ปริมาณน้ำใช้การได้จริงของประเทศเหลือเพียง 41%
- เขื่อนขนาดใหญ่ 8 แห่ง มีระดับน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมขั้นต่ำ
- พื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทั้งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงเกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว

จากข้อมูล สะท้อนว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคเกษตรเท่านั้น แต่เริ่มเชื่อมโยงกับภาคบริการและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาทรัพยากรน้ำโดยตรง
การสูบน้ำบาดาลอาจกลายเป็นความเสี่ยงใหม่
อีกหนึ่งประเด็นที่ TEI ให้ความสำคัญคือ การใช้น้ำบาดาลเพื่อชดเชยน้ำผิวดินที่ลดลง ข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลระบุว่า ในช่วงภัยแล้ง การใช้น้ำบาดาลในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 25-30% เมื่อเทียบกับภาวะปกติ
แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในระยะสั้น แต่การสูบน้ำใต้ดินต่อเนื่องอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านธรณีวิทยา ได้แก่ ระดับน้ำใต้ดินลดลงรวดเร็ว โครงสร้างชั้นดินสูญเสียแรงค้ำยัน และความเสี่ยงแผ่นดินทรุดตัว

ความเป็นไปได้ในการเกิดหลุมยุบในพื้นที่เปราะบาง
องค์การสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่า เมืองที่ใช้น้ำใต้ดินเกินสมดุลมีอัตราแผ่นดินทรุดเฉลี่ย 1-5 เซนติเมตรต่อปี
ขณะที่ข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีพบว่า มากกว่า 70% ของเหตุการณ์หลุมยุบในพื้นที่หินปูนทางภาคใต้และภาคตะวันตกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงกับระดับน้ำใต้ดินที่ลดลงผิดปกติในช่วงฤดูแล้ง
TEI เสนอใช้ Big Data วางแผนบริหารความเสี่ยง
ข้อเสนอหลักของ TEI คือการยกระดับการบริหารจัดการน้ำจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางแผนเชิงป้องกัน แนวทางที่เสนอ ได้แก่

- เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง สทนช. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรธรณี
- จัดทำ “แผนที่ความเสี่ยงทางธรณีวิทยา”
- ใช้ข้อมูลน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินประกอบการกำหนดผังเมือง
- กำหนดพื้นที่ควบคุมการสูบน้ำบาดาล
- ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของชั้นดิน
ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบ National Adaptation Plan (NAP) โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการน้ำและความมั่นคงของการตั้งถิ่นฐาน

น้ำจะกลายเป็นต้นทุนการแข่งขันของภาคธุรกิจ
ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ และนิคมอุตสาหกรรม มีแนวโน้มเผชิญต้นทุนบริหารจัดการน้ำที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ภัยแล้งยืดเยื้อ
ผู้ประกอบการอาจต้องลงทุนในระบบรีไซเคิลน้ำ ระบบกักเก็บน้ำ หรือแหล่งน้ำสำรองมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนใหม่ของธุรกิจ
นอกจากนี้ การลดลงของน้ำต้นทุนส่งผลโดยตรงต่อการเพาะปลูกนอกเขตชลประทาน และอาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงราคาสินค้าเกษตรในระยะต่อไป หากการบริหารจัดการน้ำไม่ทันต่อสถานการณ์ ความผันผวนของผลผลิตอาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ของเกษตรกร


เมืองและโครงสร้างพื้นฐานต้องรับมือความเสี่ยงรูปแบบใหม่
การเพิ่มขึ้นของการสูบน้ำบาดาลไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านทรัพยากรน้ำ แต่ยังเชื่อมโยงกับความปลอดภัยของอาคาร ถนน ระบบสาธารณูปโภค และการวางผังเมือง หากไม่มีข้อมูลเชิงพื้นที่รองรับ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตอาจเผชิญต้นทุนซ่อมบำรุงหรือความเสียหายที่สูงขึ้น
ดร.วิจารย์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งทำแผนปรับตัว (Climate Adaptation) และบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อควบคุมสมดุลน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

พร้อมเสนอให้ภาครัฐพัฒนาเครื่องมือด้านข้อมูลเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการเชิงรับ ไปสู่การวางผังเมืองและบริหารความเสี่ยงเชิงรุกในระยะยาว
แม้การคาดการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ยังเป็นการประเมินจากแบบจำลองภูมิอากาศ แต่ข้อมูลจากหลายหน่วยงานชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ความเสี่ยงด้านน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ถึงปี 2570
สาระสำคัญของข้อเสนอจาก TEI จึงไม่ได้อยู่เพียงการเตือนภัยแล้ง หากแต่สะท้อนให้เห็นว่า “การบริหารจัดการน้ำ” กำลังเปลี่ยนจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่ประเด็นด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

