สยามคูโบต้าจับมือ LACO ดัน Smart Farming ยกระดับถั่วแระญี่ปุ่น ชี้เทรนด์เกษตรแม่นยำ เร่งขีดแข่งขันส่งออก เผยการเพาะปลูกพืชมูลค่าสูงกำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของภาคเกษตรไทย
การนำเทคโนโลยี Smart Farming เข้ามาใช้กับการเพาะปลูกพืชมูลค่าสูง กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของภาคเกษตรไทย หลังบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (LACO) และ บริษัท ลาโก้ อินโนเทค จำกัด เพื่อพัฒนาระบบการผลิตถั่วแระญี่ปุ่นด้วยแนวคิด Precision Agriculture และ Data-driven Farming
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมเกษตรที่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณการผลิต ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโมเดลการปลูกพืชมูลค่าสูง
ตลาดสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก มีความต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่งผลให้การใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำได้รับความสนใจมากขึ้น
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสามฝ่ายจะนำเทคโนโลยี Smart Farming มาประยุกต์ใช้กับการผลิตถั่วแระญี่ปุ่น โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
- ระบบเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)
- การบริหารจัดการแปลงปลูกด้วยข้อมูล (Data-driven Farming)
- เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่
- โดรนเพื่อการเกษตร
- การพัฒนาแปลงต้นแบบในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

เป้าหมายคือการเพิ่มคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอ ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานการส่งออก
เครื่องจักรและข้อมูล กลายเป็นหัวใจของการลดต้นทุน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของโครงการคือ การนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนกระบวนการทำงานแบบเดิมในหลายขั้นตอน ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การใช้แทรกเตอร์ยกร่องปลูก เพื่อช่วยปรับโครงสร้างดิน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงของโรคพืช และทำให้แปลงปลูกมีความสม่ำเสมอมากขึ้น
การใช้โดรนเพื่อการเกษตร เพื่อนำมาใช้พ่นปุ๋ยและสารป้องกันศัตรูพืชอย่างแม่นยำ ลดการใช้แรงงาน ลดระยะเวลาการทำงาน และช่วยเพิ่มความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการการเพาะปลูก ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในระบบเกษตรเชิงอุตสาหกรรม

การขยายผลที่มากกว่าความร่วมมือของ 3 บริษัท
แม้ข้อตกลงครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังอาจขยายผลได้ในหลายมิติ
1. ยกระดับพืชมูลค่าสู่การแข่งขันระดับสากล
ถั่วแระญี่ปุ่นเป็นพืชที่ต้องรักษามาตรฐานด้านคุณภาพสูงเพื่อรองรับตลาดส่งออก การควบคุมคุณภาพด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยลดความแปรปรวนของผลผลิต และเพิ่มโอกาสในการรักษามาตรฐานของคู่ค้าต่างประเทศ
2. ลดต้นทุนในภาวะต้นทุนเกษตรเพิ่มขึ้น
ต้นทุนแรงงานและปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว โดยเฉพาะพืชที่ต้องการการจัดการอย่างละเอียด
3. สร้างต้นแบบขยายสู่พืชเศรษฐกิจอื่น
โครงการไม่ได้มุ่งเฉพาะการผลิตถั่วแระญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังมีแผนพัฒนาแปลงต้นแบบ ถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากร และสร้างเครือข่ายเกษตรกร ซึ่งอาจต่อยอดสู่พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นในอนาคต

วราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งผลักดันการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาใช้ยกระดับภาคเกษตรไทย โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่งยืน
ด้านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (LACO) และกรรมการ บริษัท ลาโก้ อินโนเทค จำกัด ระบุว่า การผสานเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการผลิตถั่วแระญี่ปุ่น จะช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของถั่วแระญี่ปุ่นไทยในตลาดโลก พร้อมต่อยอดเป็นต้นแบบสำหรับพืชเศรษฐกิจอื่น
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและภาคเกษตรควรจับตา
- Smart Farming กำลังถูกนำมาใช้กับพืชมูลค่าสูงมากขึ้น
- การแข่งขันในตลาดส่งออกเริ่มพึ่งพาข้อมูลและเทคโนโลยีมากกว่าการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก
- การใช้ Precision Agriculture และ Data-driven Farming มีแนวโน้มกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเกษตรเชิงอุตสาหกรรม
ความร่วมมือระหว่างสยามคูโบต้า LACO และ LACO INNOTECH สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภาคการเกษตรไทยสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นแกนหลักในการผลิต มากกว่าการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว โดยถั่วแระญี่ปุ่นถูกเลือกเป็นพืชมูลค่าสูงสำหรับพัฒนาโมเดลต้นแบบ ซึ่งหากสามารถลดต้นทุน รักษาคุณภาพ และยกระดับมาตรฐานการส่งออกได้ตามเป้าหมาย ก็อาจกลายเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว

