Green Mission by Chula x GULF เปิดเวทีนวัตกรรมรับมือ Climate Change วิเคราะห์ผลต่อ Net Zero ธุรกิจ และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สมัครถึง 3 ก.ค. 2569
วิกฤต Climate Change ที่กำลังพัฒนาไปสู่ภาวะ “โลกเดือด (Global Boiling)” ทำให้การรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศกลายเป็นวาระสำคัญของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา ล่าสุดโครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนพัฒนานวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมสะท้อนแนวโน้มใหม่ที่ธุรกิจไทยกำลังหันมาลงทุนกับการสร้างบุคลากรด้าน Climate Tech ตั้งแต่ระดับโรงเรียน เพื่อรองรับเป้าหมายเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว
วิกฤต “โลกเดือด” กำลังเปลี่ยนโจทย์ของเศรษฐกิจไทย
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ถูกอธิบายด้วยคำว่า “โลกร้อน” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ภาวะ “โลกเดือด (Global Boiling)” ซึ่งสะท้อนความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงประเทศไทย

บนเวทีเสวนา “Resilient LAB: บูรณาการความคิด แก้วิกฤตภูมิอากาศ เพื่ออนาคตบ้านเราที่มั่นคงและยั่งยืน” ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานได้สะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศกำลังกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาเมืองในทุกภูมิภาค
ภาพรวมผลกระทบในแต่ละภูมิภาค
นลิน เศกใจเสือ นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ภาคเหนือ เผชิญคลื่นความร้อนและปัญหาไฟป่ารุนแรงขึ้น, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เผชิญภัยแล้งและ Heat Wave ต่อเนื่อง จังหวัดขอนแก่นช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 มีอุณหภูมิ 39-42 องศาเซลเซียส ขณะที่ Heat Index สูงถึง 45-52 องศาเซลเซียส, ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำท่วมเมือง และภาคใต้เผชิญปรากฏการณ์ Rain Bomb ส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก กำลังจับตาปรากฏการณ์ Super El Niño ซึ่งทำให้อุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติ 1.5-2 องศาเซลเซียส และอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจในวงกว้าง
“หัวใจสำคัญของการปรับตัว คือ การเปลี่ยนบทบาทของคนไทยจากผู้รอรับการเยียวยา เป็นผู้รู้เท่าทันความเสี่ยงและลุกขึ้นมาปรับตัว”
Net Zero ไม่ใช่เรื่องของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
ปฐม ชัยพฤกษทล ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) กล่าวว่า การลดก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้นจากการวัดการปล่อยคาร์บอนของแต่ละบุคคล โดยปัจจุบันมีแอปพลิเคชัน Zero Carbon ที่ช่วยคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านหลายแนวทาง ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การจัดทำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage) การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต และการจัดหาเทคโนโลยี อาทิ Negative Emission Technology ที่เข้ามาช่วยดึงก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศให้ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยไป
ปฐม กล่าวว่า การลดก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้นได้จากตัวเรา โดยสิ่งแรกคือ ต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละวันเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไหร่ ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง หรือการใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันมี Zero Carbon ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันช่วยคำนวณและแนะแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนได้
“อย่ามองว่าตัวเองเป็นคนตัวเล็ก วันนี้เราสามารถเริ่มทำสิ่งยิ่งใหญ่ร่วมกันได้”

นวัตกรรมที่ยั่งยืน ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ
ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) เสนอแนวคิด System Thinking ซึ่งกำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นในการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันไม่ให้การแก้ปัญหาจุดหนึ่ง กลายเป็นการย้ายปัญหาไปอีกจุดหนึ่ง
3 หลักคิดสำคัญ คือ
1. หาให้เจอ ระบุให้ชัดว่าใครคือผู้ได้รับผลกระทบ และแยกให้ออกระหว่าง “ลูกค้า” กับ “ผู้ใช้งาน”
2. คิดให้ครบวงจร มองตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น การจัดการแผงโซลาร์เซลล์หรือแบตเตอรี่หลังหมดอายุการใช้งาน
3. หาจุดคานงัด (Leverage Point) เลือกแก้ปัญหาในจุดที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากที่สุด

ดร.ณัฐวิญญ์ กล่าวว่า นวัตกรรมที่ดีต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้ แก้ปัญหาได้จริง และเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ที่สำคัญคือ อย่ากลัวที่จะลงมือทำ อย่าคิดอยู่บนกระดาษเพียงอย่างเดียว ต้องกล้าที่จะทดลอง เพราะบางครั้งความผิดพลาดเพียงหนึ่งเรื่อง อาจกลายเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ยิ่งใหญ่ เหมือนจุดกำเนิดของ ‘โพสต์-อิท (Post-it)’ ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของการประดิษฐ์กาวที่ไม่ติดแน่น แต่กลายเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อคนทั้งโลก
จาก CSR สู่การลงทุนสร้างบุคลากร Climate Tech
โครงการ Green Mission by Chula x GULF สะท้อนทิศทางใหม่ของการลงทุนด้านความยั่งยืน จากเดิมที่หลายองค์กรเน้นกิจกรรม CSR ระยะสั้น ไปสู่การสร้าง “Human Capital” ด้าน Climate Innovation ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต
การสนับสนุนให้นักเรียนมัธยมพัฒนาโครงการที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง ยังสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐาน ESG
การดำเนิน โครงการ Green Mission by Chula x GULF สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มฐานบุคลากรด้าน Climate Tech การสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ การเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับการพัฒนานวัตกรรมจริง และการเพิ่มโอกาสต่อยอดสตาร์ทอัพด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต
ในมุมของผู้บริโภคและสังคมการสร้างนวัตกรรมที่เริ่มต้นจากปัญหาในชุมชน มีแนวโน้มทำให้เกิดโซลูชันที่ตอบโจทย์พื้นที่จริงมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ ลดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

Green Mission by Chula x GULF ปี 3 เปิดรับสมัครถึง 3 กรกฎาคม 2569
โครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB : คิดเพื่อบ้านเรา” เปิดรับสมัครนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ โดยสมัครเป็นทีม ทีมละ 4 คน เปิดรับสมัครถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 100,000 บาท และในปีนี้ GULF ได้เพิ่มการสนับสนุนทุนต่อยอด เพื่อผลักดันผลงานจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงอีกด้วย

