Impossible Foods แบรนด์โปรตีนจากพืชระดับโลกเปิดเกมรุกในไทย ท่ามกลางตลาดอาหารจากพืชมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาทที่ยังมีช่องว่างเติบโตสูง รับกระแส Flexitarian และความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
การเข้ามาของ Impossible Foods ในประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการแข่งขันในตลาดโปรตีนจากพืชที่กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และการลดการบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น
การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 3 รายการ ของ Impossible Foods พร้อมแผนขยายช่องทางจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดและร้านอาหาร ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดของตลาด Plant-based ทั่วโลก
Impossible Foods เลือกไทยเป็นฐานขยายตลาดในเอเชีย
Impossible Foods ผู้พัฒนาโปรตีนจากพืชจากสหรัฐฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ 3 รายการ ได้แก่ Impossible Burger Patties, Impossible Nuggets และ Impossible Meatballs สินค้าทั้งหมดได้รับการออกแบบให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในครัวเรือน ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอาหาร (Food Service) โดยเน้นประสบการณ์การรับประทานที่ใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง ทั้งด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส

ด้านคุณค่าทางโภชนาการ บริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์มีโปรตีนคุณภาพสูงไม่น้อยกว่า 12 กรัมต่อ 100 กรัม พร้อมใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น
ปัจจุบันสินค้าของแบรนด์เริ่มวางจำหน่ายแล้วใน Tops และ Villa Market ขณะที่ Gourmet Market มีกำหนดเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
ตลาดอาหาร-เครื่องดื่มโปรตีนจากพืชไทยกว่า 4 หมื่นล้าน
แม้กระแส Plant-based จะถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขตลาดยังคงสะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ข้อมูลจาก Krungthai Compass และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งอ้างอิงฐานข้อมูล Euromonitor และ Allied Market Research ระบุว่า มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากพืชในไทยอยู่ที่ประมาณ 40,000-45,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย (CAGR) ราว 10% ต่อปี ตลาดดังกล่าวครอบคลุมทั้ง นมจากพืช (Plant-based Milk) เนื้อสัตว์จากพืช (Plant-based Meat) รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มทางเลือกอื่น ๆ
สำหรับตลาดระดับโลก ตลาด Alternative Protein และ Plant-based Food มีมูลค่าประมาณ 11,000-13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 7-9% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดจากปัจจัยด้านประชากร ไลฟ์สไตล์ และความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น
โครงสร้างการแข่งขัน ตลาดยังไม่มีผู้ชนะเบ็ดเสร็จ
หนึ่งในความน่าสนใจของตลาดไทยคือยังไม่มีผู้เล่นรายใดครองตลาดอย่างเด็ดขาด ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม Plant-based ไทยประมาณ 30-50 ราย ตั้งแต่สตาร์ทอัพ ผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปจนถึงบริษัทอาหารข้ามชาติ โดยแบ่งเป็น
- กลุ่มเครื่องดื่มและนมจากพืช คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70-80% ของตลาดรวม ผู้เล่นหลักประกอบด้วย Vitamilk, Lactasoy, 137 Degrees, Oatly
- กลุ่มเนื้อสัตว์จากพืช คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30% ของตลาดรวม ผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ MEAT ZERO, First Pride, NRF, Meat Avatar, Let’s Plant Meat
การเข้ามาของ Impossible Foods จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างตลาดใหม่ แต่เป็นการเพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันในตลาดที่เริ่มเข้าสู่ช่วงคัดเลือกผู้ชนะอย่างจริงจัง

ใครได้ ใครเสีย จากการมาของ Impossible Foods
1. ตลาดจะขยับจาก “ทดลองกิน” สู่ “กินจริงในชีวิตประจำวัน”
ในช่วงแรกของกระแส Plant-based ผู้บริโภคจำนวนมากซื้อสินค้าเพื่อลองประสบการณ์ใหม่ แต่ยังไม่เกิดการบริโภคซ้ำในวงกว้าง
การเข้ามาของแบรนด์ระดับโลกที่มีจุดแข็งด้านการพัฒนารสชาติและเนื้อสัมผัส อาจช่วยเร่งให้ผู้บริโภคยอมรับสินค้าในฐานะอาหารประจำวันมากขึ้น หากสามารถรักษาระดับราคาให้แข่งขันได้
2. แรงกดดันด้านนวัตกรรมจะเพิ่มขึ้น
ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยังคงอยู่ที่ รสชาติ เนื้อสัมผัส (Texture) กลิ่นเฉพาะของโปรตีนจากพืช และส่วนผสมที่ผู้บริโภคเข้าใจง่าย (Clean Label)
การเข้ามาของผู้เล่นระดับโลก จะเพิ่มแรงกดดันให้แบรนด์ไทยต้องเร่งลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
3. สงครามราคามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของ Plant-based Meat คือราคาที่สูงกว่าเนื้อสัตว์จริงประมาณ 30-50% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดโลกกำลังมุ่งสู่การทำราคาให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ทั่วไปมากที่สุด
หากผู้เล่นรายใหญ่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ จะส่งผลให้การแข่งขันเปลี่ยนจาก “ขายนวัตกรรม” ไปสู่ “แข่งขันด้านราคาและการเข้าถึง”

4. ร้านอาหารและธุรกิจ Food Service ได้ประโยชน์โดยตรง
การมีตัวเลือกวัตถุดิบเพิ่มขึ้นช่วยให้ร้านอาหารสามารถพัฒนาเมนูทางเลือกได้หลากหลายขึ้น โรงแรมและธุรกิจบริการอาหารรองรับลูกค้ากลุ่มสุขภาพได้มากขึ้น เชฟสามารถออกแบบเมนูสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ได้ง่ายขึ้น
ตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนโดย Vegan อีกต่อไป
ข้อมูลจากศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร (Food Intelligence Center) และสถาบันอาหาร ชี้ว่าแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในปัจจุบันไม่ใช่กลุ่ม Vegan แต่เป็นกลุ่ม Flexitarian หรือผู้ที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์บางมื้อเพื่อสุขภาพ กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนประมาณ 25-30% ของผู้บริโภคไทยยุคใหม่
นั่นหมายความว่าโอกาสทางธุรกิจของ Plant-based ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังขยายเข้าสู่ตลาดแมสที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า
จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดอาหารแห่งอนาคต
การเข้ามาของ Impossible Foods สะท้อนให้เห็นว่าตลาดไทยยังคงมีศักยภาพในสายตาของผู้ผลิตอาหารระดับโลก แม้กระแส Plant-based ในหลายประเทศจะเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐานหลังการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงยอดขายของแบรนด์ใหม่ แต่คือความสามารถของทั้งอุตสาหกรรมในการแก้โจทย์สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ รสชาติ ราคา และความเชื่อมั่นด้านสุขภาพ
หากทั้งสามปัจจัยสามารถพัฒนาได้พร้อมกัน ตลาดโปรตีนจากพืชของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาทในปัจจุบัน อาจก้าวเข้าสู่ช่วงเติบโตระลอกใหม่ และกลายเป็นหนึ่งในเซ็กเตอร์สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในภูมิภาคอาเซียน

