มหาวิทยาลัยมหิดลเผย Solar Float หากติดตั้งอย่างเหมาะสมไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ ช่วยลดการระเหย เพิ่มประสิทธิภาพผลิตไฟฟ้า พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน Carbon Neutrality และ School Living Lab
วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ “พลังงานทดแทน” กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับ “Solar Float” หรือระบบแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ว่าสามารถอยู่ร่วมกับระบบนิเวศได้ หากมีการออกแบบและติดตั้งอย่างเหมาะสม ไม่เพียงไม่กระทบคุณภาพน้ำ แต่ยังช่วยลดการระเหยของน้ำ และกลายเป็นพื้นที่พึ่งพิงของสัตว์น้ำได้อีกด้วย
รองศาสตราจารย์ ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ภายในวิทยาเขตศาลายา มหาวิทยาลัยได้ติดตั้งทั้งระบบ Solar Rooftop และ Solar Float เพื่อผลิตพลังงานสะอาดใช้ภายในมหาวิทยาลัย แม้พื้นที่ผิวน้ำจะมีจำกัด แต่ยังสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้มากกว่า 900,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี

ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า Solar Float อาจส่งผลต่อคุณภาพน้ำหรือระบบนิเวศนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.กิติกร อธิบายว่า หากติดตั้งในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่ปกคลุมเต็มพื้นที่ผิวน้ำจนบดบังแสงธรรมชาติ ก็จะไม่กระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำที่ต้องอาศัยแสงอาทิตย์ในการดำรงชีวิต
ในทางกลับกัน โครงสร้างทุ่นใต้แผง Solar Float ยังสามารถกลายเป็นแหล่งหลบภัยและพึ่งพิงของสัตว์น้ำได้ อีกทั้งแผงโซลาร์เซลล์ยังช่วยลดความร้อนจากแสงแดดโดยตรง ทำให้อัตราการระเหยของน้ำลดลง ขณะเดียวกัน น้ำยังช่วยระบายความร้อนให้แผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าดีกว่าระบบติดตั้งบนหลังคาราว 5-20%
นอกจากนี้ การดูแลรักษาระบบ Solar Float ยังทำได้สะดวก และช่วยเสริมทัศนียภาพด้านพลังงานสะอาดให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำภายในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง โดยผลการสำรวจพบว่าน้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เกิดภาวะน้ำเน่าเสีย และไม่พบปัญหาปลาตาย
นอกเหนือจากการพัฒนาด้านพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “Real World Impact” ด้านความยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” หรือ Carbon Neutrality ซึ่งเป็นทั้งวาระแห่งชาติและระดับโลก

อีกหนึ่งโครงการสำคัญ คือการขยายผล “ธนาคารขยะ” และการพัฒนา “Carbon Neutrality in School” ร่วมกับ UNESCAP และ มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง เพื่อผลักดันเครือข่ายโรงเรียนในพื้นที่ศาลายาและธนบุรีรวม 11 แห่ง สู่การเป็น “สถาบันการศึกษาคาร์บอนต่ำ”
โครงการดังกล่าวมุ่งสร้าง “ทักษะพื้นฐานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก” ให้กับเยาวชน ตั้งแต่การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การประเมินการใช้พลังงาน ไปจนถึงการเรียนรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตในอนาคต
รองศาสตราจารย์ ดร.กิติกร มองว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมสู่ Net Zero ไม่ใช่เพียงการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง แต่คือการสร้างองค์ความรู้พื้นฐานให้ประชาชนเข้าใจสถานะการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน
ในระยะต่อไป มหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมต่อยอดโรงเรียนนำร่องทั้ง 11 แห่ง สู่โมเดล “School Living Lab” เพื่อผลักดันให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และช่วยสนับสนุนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ในอนาคตอ

