“ซาเล้ง” ไม่ใช่อาชีพชายขอบอีกต่อไป สมาคมซาเล้งฯ ชี้ระบบรีไซเคิลไทยกำลังเปลี่ยน แต่ติดกำแพงกฎหมาย-ต้นทุน-ธุรกิจสีเทา ระดมภาครัฐ-เอกชน-ภาคประชาสังคม ผนึกกำลัง ดัน “ซาเล้งไทย” เข้าระบบ สร้าง Circularity Ecosystem ดันซาเล้งสู่ “นักจัดการทรัพยากร” ยุคใหม่ ยกระดับสู่กลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนประเทศ ฝ่าความท้าทายต้นทุน-กฎหมาย-ขยะนำเข้า
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ยุค “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) อย่างจริงจัง ท่ามกลางความท้าทายของวิกฤตขยะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ “ซาเล้ง” และร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบสำคัญของประเทศ กำลังถูกผลักดันให้ก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะ “กลไกหลัก” ของระบบจัดการทรัพยากรและรีไซเคิลไทย
ในงาน “ยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า…สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Driving Circularity Ecosystem)” เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันประกาศทิศทางสำคัญในการยกระดับ “ซาเล้งไทย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม
งานดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า
จาก “แรงงานนอกระบบ” สู่ฟันเฟืองเศรษฐกิจสีเขียว
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ปัญหาขยะถือเป็นหนึ่งในวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนที่สุดของประเทศ หากไม่มีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ ขยะจะหลุดรอดสู่ระบบนิเวศ กระทบทั้งทะเล ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพมนุษย์
แนวคิด Circular Economy จึงกลายเป็นทางออกสำคัญ แต่หัวใจของระบบนี้ คือ “การคัดแยกและเก็บกลับวัสดุรีไซเคิล” ซึ่งซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าคือกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมวัสดุกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
“ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า คือผู้ทำให้วัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบได้จริง แต่ที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้ยังขาดระบบรองรับที่ชัดเจน”“ซาเล้ง” ไม่ใช่อาชีพชายขอบอีกต่อไป สมาคมซาเล้งฯ ชี้ระบบรีไซเคิลไทยกำลังเปลี่ยน แต่ติดกำแพงกฎหมาย-ต้นทุน-ธุรกิจสีเทาดัน “ซาเล้งไทย” เข้าระบบ ยกระดับสู่กลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนประเทศ ฝ่าความท้าทายต้นทุน-กฎหมาย-ขยะนำเข้า

โลกเปลี่ยน แต่ซาเล้งยังติดปัญหาเดิม
แม้บทบาทของซาเล้งจะสำคัญขึ้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ทั้งต้นทุนที่เพิ่มสูง ราคาวัสดุรีไซเคิลผันผวน และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล เลขาธิการสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า ปัจจุบัน “ของเก่าขายได้ลดลง” เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบตลาดเปลี่ยนไป เหลือเพียงขยะประเภทขายยาก เช่น พลาสติก Single Layer และ Multi-Layer Packaging (MLP) ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เก็บของเก่ายังต้องเผชิญต้นทุนน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง และความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้รถซาเล้งหรือรถพ่วงข้างไฟฟ้า
“วันนี้คนสร้างขยะมีมากกว่าคนเก็บขยะ แต่ระบบกลับยังไม่เอื้อให้คนเก็บอยู่ได้อย่างมั่นคง”
ดันระบบลงทะเบียนซาเล้ง เชื่อม Big Data ประเทศ
หนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับประเทศ ระบบดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถมองเห็นข้อมูลขยะทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพแบบเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาไปสู่ Big Data ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ
ขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มทดลองใช้จริงแล้ว เช่น การร่วมมือกับ เทศบาลเมืองแสนสุข เพื่อพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนและเชื่อมเครือข่ายจัดเก็บวัสดุรีไซเคิลในระดับท้องถิ่น
EPR และ Smart Recycling Hub จุดเปลี่ยนระบบรีไซเคิลไทย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การผลักดันระบบ EPR (Extended Producer Responsibility) หรือ “ความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต” ที่จะเข้ามาเป็นกลไกหลักในการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค
ทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีบรรจุภัณฑ์รั่วไหลออกนอกระบบและถูกกำจัดทิ้งสูงถึง 75% จึงต้องเร่งยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้เป็นเครือข่าย MRF (Material Recovery Facility) ที่มีมาตรฐาน รองรับระบบ EPR ในอนาคต
ด้าน คงศักดิ์ ดอกบัว ผู้ช่วยผู้ออำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า สถาบันฯ ยังเดินหน้าโครงการ “Thailand Flagship: Smart Recycling Hub Project” เพื่อพัฒนาศูนย์คัดแยกวัสดุรีไซเคิลอัจฉริยะ รองรับขยะกว่า 100 ตันต่อวันในพื้นที่นำร่องกรุงเทพมหานคร โครงการคาดว่าจะช่วยลดขยะที่ไม่ได้รับการจัดการกว่า 14,600 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 140 ล้านบาทต่อปี
ขยะนำเข้า-ธุรกิจสีเทา ความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ
อีกหนึ่งปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ “ขยะนำเข้า” และธุรกิจสีเทาในอุตสาหกรรมรีไซเคิล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าหลายแห่งต้องแข่งขันกับผู้เล่นนอกระบบที่รับซื้อในราคาสูงกว่า ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายแข่งขันได้ยาก
ภาคีเครือข่ายจึงเสนอให้รัฐออกมาตรการจูงใจทางภาษี การสนับสนุนเงินทุน และระบบรับรองมาตรฐาน เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น
เป้าหมายใหม่ “สร้างอาชีพที่มีศักดิ์ศรี”
นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อม เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือ การเปลี่ยนภาพจำของอาชีพซาเล้ง จากเดิมที่ถูกมองเป็นแรงงานชายขอบ สู่ “นักจัดเก็บเพื่อสิ่งแวดล้อม” ที่มีมาตรฐาน มีสวัสดิการ และมีศักดิ์ศรีในวิชาชีพ
“อนาคตอาจมีคนสมัครขึ้นทะเบียนเป็นซาเล้งมากขึ้น เพราะนี่อาจกลายเป็นหนึ่งในอาชีพสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียวไทย”ปัจจุบัน “ของเก่าขายได้ลดลง” เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบตลาดเปลี่ยนไป เหลือเพียงขยะประเภทขายยาก เช่น พลาสติก Single Layer และ Multi-Layer Packaging (MLP)
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เก็บของเก่ายังต้องเผชิญต้นทุนน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง และความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้รถซาเล้งหรือรถพ่วงข้างไฟฟ้า
ปัญหาใหญ่ “ของเก่าขายยาก” ขยะมูลค่าต่ำเพิ่มขึ้น
หนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง คือ “ของเก่าที่ขายได้ลดลง” โดยเฉพาะวัสดุที่มีมูลค่าสูง เพราะผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มแยกขยะตั้งแต่ต้นทางมากขึ้น ส่งผลให้ซาเล้งจำนวนมากเหลือเพียงขยะประเภทขายยาก เช่น พลาสติก Single Layer และ Multilayer ที่ยังค้างอยู่ในถังขยะจำนวนมาก

สมาคมฯ จึงพยายามพัฒนาโมเดลใหม่ เพื่อเปลี่ยน “ขยะไร้มูลค่า” ให้กลายเป็นรายได้ พร้อมเชื่อมระบบการเก็บกลับร่วมกับภาครัฐและเอกชน
ดันขึ้นทะเบียนซาเล้ง สร้างระบบข้อมูลรีไซเคิลระดับท้องถิ่น
อีกหนึ่งความคืบหน้าคือ การร่วมมือกับ เทศบาลเมืองแสนสุข ในการพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนซาเล้งและระบบฐานข้อมูลการจัดเก็บวัสดุรีไซเคิล แม้ที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งพยายามผลักดันเรื่องนี้ แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบรองรับ
สมาคมฯ จึงนำระบบที่พัฒนาร่วมกับภาคีโครงการไปทดลองใช้งานจริง เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการขยะที่ตรวจสอบได้ มีข้อมูลรายงาน และเชื่อมโยงเครือข่ายรีไซเคิลทั้งระบบ

ราคาขยะผันผวน ซาเล้ง “ไม่ใช่คนกำหนดราคา”
ฉัตรณพัฒน์ สะท้อนว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญคือ “ราคาขยะรีไซเคิล” ถูกกำหนดจากโรงงานและตลาดโลก ขณะที่ผู้เก็บรวบรวมกลับไม่มีอำนาจต่อรอง ในอีกด้าน สังคมกลับคาดหวังให้ร้านรับซื้อหรือซาเล้ง “รับซื้อแพง” เพื่อจูงใจการแยกขยะ ส่งผลให้คนกลางในระบบรับภาระต้นทุนจำนวนมาก
“คนเห็นแค่ว่าเก็บขยะได้เงิน แต่ไม่ได้มองต้นทุนชีวิต ต้นทุนสุขภาพ และค่าใช้จ่ายระยะยาวของคนเก็บขยะ”
สมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐสื่อสารเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” มากกว่าการใช้ “ราคา” เป็นแรงจูงใจหลักเพียงอย่างเดียว

ต้นทุนน้ำมันพุ่ง-รถซาเล้งไฟฟ้าติดกฎหมาย
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือ ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงรถ แม้มีความพยายามผลักดัน “รถซาเล้งไฟฟ้า” ร่วมกับผู้ประกอบการ EV แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องการจดทะเบียนและกฎหมายการใช้งานรถพ่วงข้าง ปัจจุบันบางพื้นที่ เช่น เทศบาลแสนสุข เริ่มใช้แนวทางออกทะเบียนเฉพาะในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถแยกแยะรถซาเล้งในระบบได้
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ มองว่าระยะยาว ประเทศไทยควรมีกฎหมายหรือทะเบียนเฉพาะสำหรับกลุ่มอาชีพนี้อย่างจริงจัง
ขยะนำเข้า-ธุรกิจสีเทา กระทบผู้ประกอบการในระบบ
อีกประเด็นร้อนคือ “ขยะนำเข้า” ทั้งถูกและผิดกฎหมาย ที่ส่งผลต่อราคาวัสดุรีไซเคิลในประเทศ
ฉัตรณพัฒน์ ระบุว่า หลายประเทศมีต้นทุนจัดการต่ำกว่าไทย และบางประเทศถึงขั้นสนับสนุนการส่งออกขยะรีไซเคิล ทำให้โรงงานเลือกซื้อวัตถุดิบนำเข้าที่ราคาถูกและคุณภาพดีกว่า ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาธุรกิจสีเทาและโรงงานนอกระบบที่รับซื้อในราคาสูงกว่าตลาด จนผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายแข่งขันได้ยาก
สมาคมฯ จึงเสนอให้ภาครัฐใช้กลไกกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) และระบบฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนขยะรีไซเคิลในประเทศที่มีระบบตรวจสอบได้

ผลักดัน “อาชีพซาเล้ง” ให้มีศักดิ์ศรีและทันสมัย
นอกจากระบบจัดการขยะ สมาคมฯ ยังเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรอบรมและศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการขยะ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ให้กับซาเล้ง ประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่น
ปัจจุบันมีหลายพื้นที่ติดต่อให้สมาคมฯ เข้าไปช่วยวางระบบคัดแยกและออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม รวมถึงพื้นที่ภาคเหนือและเครือข่ายลุ่มน้ำ
ฉัตรณพัฒน์ ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญ คือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ “คนเก็บขยะ” ให้กลายเป็นอาชีพที่มีคุณภาพชีวิต มีรายได้ และเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสีเขียว
“วันนี้คนสร้างขยะมีมากกว่าคนเก็บขยะ ประเทศไทยไม่ควรรอให้คนจนลงแล้วค่อยมาเก็บขยะ แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้อาชีพนี้มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และเติบโตได้ในอนาคต”

